วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จอมโกหก

มีเด็กวัดอยู่สองคน โกหกชั้นหนึ่งไม่มีใครจับได้ วันหนึ่งทั้งสองคนได้ไปอาบน้ำที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง และได้ตกลงกันว่า ถ้าใครโกหกได้ดีกว่าจะมีรางวัลให้
คนหนึ่งกระโดดลงไปในแม่น้ำโดยได้อมเหรียญห้าบาทลงไปด้วยพอโผล่ขึ้นมาก็บอกแก่เพื่อนว่า
“เฮ้ย! ฉันดำน้ำลงไปเจอพญานาคกำลังเล่นไพ่กันอยู่ฉันยังขอเหรียญห้าบาทมาหนึ่งเหรียญเลย”
เพื่อนอีกคนหนึ่งรู้ว่าโกหกแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยโดดลงไปในน้ำด้วยความโมโห หัวเลยไปชนตอหัวแตกพอโผล่ขึ้นมาก็บอกแก่เพื่อนว่า
"เฮ้ย! ฉันโดดลงไปในน้ำโชคไม่ดีเลย ท่านพญานาคกำลังเล่นไพ่เสีย เลยตีหัวข้าแตก แล้วบอกว่าให้ฉันมาเอาเงินที่แกครึ่งหนึ่งไปซื้อยา"

ทำไมช้างตาเล็กเสือมีลาย

ยังมีเสือหนุ่มตัวหนึ่งดุร้ายมาก วันหนึ่งมันออกไปหากินตามปรกติ ขณะที่มันสอดส่ายสายตาหาเหยื่ออยู่นั้น มันก็แลเห็นช้างตัวหนึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ มันจึงวางแผนที่จะจับช้างให้ได้ แล้วเสือก็เดินตรงไปหาช้างทันทีฝ่ายช้างเมื่อเห็นเสือเดินตรงมาหามันเช่นนั้น ครั้นจะวิ่งหนีไปก็ไม่ทัน จึงทำใจดีสู้เสือ แล้วพูดกับเสือไปว่า"สวัสดี เจ้าเสือผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าจะไปไหนหรือ""ข้าก็จะมาจับเจ้าไปเป็นอาหารนะสิ" เสือตอบ"ช้าก่อนเจ้าเสือร้าย เจ้าคงไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ข้าไม่ได้เป็นอิสระแล้ว ข้าเป็นเชลยเขาอยู่" ช้างพูด"พุทโธ่เอ๋ย อย่ามาหลอกข้าเสียให้ยากเลย เจ้าตัวใหญ่ออกอย่างนี้ใครจะกล้ามาจับเจ้าเป็นเชลยได้ นอกจากข้าเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่""นี่ไงเจ้าเห็นมั้ย ขาของข้าถูกล่ามโซ่อยู่กับต้นไม้นี้ ก็เพราะข้าตกเป็นเชลยของมนุษย์"ช้างพูดพร้อมยกขาที่ถูกล่ามโซ่ให้เสือดู"อะไรกันมนุษย์ตัวเล็กนิดเดียว ยังจับเจ้าล่ามโซ่ได้หรือ" เสือถามอย่างสงสัย"ก็ใช่นะซิ มนุษย์ตัวเล็กๆนี่แหละ ถึงจะไม่มีเขี้ยวเล็บ ไม่มีเขาหรืองา แต่มนุษย์นั้นมี "ปัญญา" ช้างตอบยืนยันเสือพอได้ยินช้างพูดถึงคำว่า "ปัญญา" ก็สนใจ จึงถามช้างขึ้นว่า"อ้ายตัวปัญญาของมนุษย์มันวิเศษแค่ไหนเชียว ถ้าข้าเจอละก็จะจับกินเสียให้เข็ด""ปัญญาของมนุษย์ก็อยู่ที่ตัวมนุษย์ซิเจ้าเสือเอ๋ย ถ้าเจ้าอยากเห็นจริงๆ ละก็ รีบแก้โซ่ที่ผูกขาข้าออกซิ แล้วข้าจะพาเจ้าไปดู""ได้เลย" เสือพูดแล้วตรงเข้าไปแก้โซ่ที่ผูกขาช้างออก แล้วช้างก็เดินนำหน้าเสือ มุ่งสู่บ้านมนุษย์ทันทีเมื่อถึงบ้านมนุษย์แล้ว ช้างก็ตะโกนเรียกมนุษย์ให้ออกมาพบข้างนอก ฝ่ายมนุษย์ไม่รู้ว่าใครมาเรียก ก็ออกมาจากบ้านโดยที่ไม่ได้ระวังตัวทันใดนั้น เสือซึ่งรอจังหวะอยู่แล้ว จึงตะครุบตัวมนุษย์ไว้ในกรงเล็บอย่างง่ายดายมันหัวเราะเยาะด้วยเสียงอันดัง ที่สามารถเอาชนะมนุษย์ผู้พิชิตช้างได้ เสือจึงหันไปพูดกับช้างว่า"เจ้าช้าง ไหนเจ้าว่ามนุษย์มีปัญญาเก่งกล้า ยังไม่ทันได้ต่อสู้เลย ข้าก็จับมันได้แล้วและข้าจะกินมันเสียเดี๋ยวนี้แหละ"มนุษย์เมื่อได้ยินเสือพูดอวดตัวเช่นนั้น ก็ใช้ปัญญาของตนต่อสู้กับเสือทันที โดยพูดกับเสือว่า"ช้าก่อนเจ้าเสือ ถ้าเจ้ากินข้าตอนนี้ เจ้าก็จะไม่มีโอกาศเห็นตัวปัญญาของข้าเลย"เสือได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงัก แล้วถามมนุษย์ไปว่า"ไหนละตัวปัญญาของเจ้า ก่อนตายเอาออกมาอวดข้าหน่อยเป็นไง""ได้ซิ ถ้าเจ้าอยากดู แต่ตัวปัญญาของข้าอยู่ในบ้าน ถ้าอยากเห็น เจ้าต้องปล่อยข้าไปข้าจะได้ไปจูงมันออกมาให้เจ้าดู"ฝ่ายเสืออยากเห็นตัวปัญญาเป็นหนักหนา จึงหลงกลปล่อยมนุษย์ไปมนุษย์เมื่อถูกปล่อยตัวเป็นอิสระแล้ว ก็วางแผนจัดการกับเสือ โดยพูดขู่เสือไปว่า"ระวังนะเจ้าเสือ ตัวปัญญาของข้ามันตกใจง่าย ถ้ามันเห็นเจ้าเข้า มันจะวิ่งหนีเข้าบ้านแล้วจะไม่ยอมออกมาอีกเป็นเด็ดขาด""แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร" เสือถาม"ไม่ยาก เจ้ามาให้ข้าจับมัดไว้กับต้นไม้เสียก็สิ้นเรื่อง" มนุษย์เสนอความคิด"ตกลง" เสือตอบมนุษย์ก็จัดการมัดเสือไว้กับต้นไม้ แล้วก็เดินเข้าบ้านไป และออกมาพร้อมกับหวายในมือเสือเห็นมนุษย์ถือหวายออกมาก็แปลกใจ จึงถามว่า"ไหนละตัวปัญญาของเจ้า ไม่เห็นจูงออกมาให้ข้าดู"มนุษย์ชูหวายขึ้นแล้วพูดว่า "นี่ไงละตัวปัญญาของข้า""อ้ายนั่นมันหวาย จะเป็นตัวปัญญาได้อย่างไร" เสือแย้ง"นี่แหละตัวปัญญาของข้าอ้ายเสือหน้าโง่ เจ้ามันอวดเก่งนัก ข้าจะสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง"พอมนุษย์พูดขาดคำ ก็หวดเสือด้วยหวายอย่างมันมือ จนนับครั้งไม่ถ้วนฝ่ายช้างที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็หัวเราะด้วยความชอบใจเพราะด้วยปัญญาของมนุษย์ มนุษย์ไม่เพียงรอดชีวิต มันเองก็รอดชีวิตด้วย ช้างหัวเราะใหญ่หัวเราะเสียจนน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม ดวงตาของช้างเลยเล็กลง เล็กลง เหลือเท่าที่เห็นจนทุกวันนี้ซึ่งไม่สมกับตัวของมันเลย ก็เพราะหัวเราะมากนั่นเองฝ่ายเสือเมื่อถูกโบยด้วยหวาย ก็เจ็บปวดแสนสาหัส ดิ้นทุรนทุรายไปมาจนเชือกขาดมันจึงวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต จนถึงบัดนี้เสือก็ยังไม่รู้ว่า ปัญญาของมนุษย์คืออะไรเสือเดินโซซัดโซเซ ไปขอความช่วยจากสัตว์ในป่าให้ช่วยรักษารอยแผลจากการถูกโบยด้วยหวายแต่ไม่มีสัตว์ใดช่วยเหลือ มีแต่สมน้ำหน้า เพราะเสือได้รังแกสัตว์อื่นไว้มากนั่นเอง ตัวของเสือจึงมีแผลเป็นและกลายเป็นลายให้เห็น มาจนทุกวันนี้

อย่าทะนงหลงว่าเราเองเก่งกว่าคนอื่น เพราะอาจมีคนเก่งกว่าเราก็ได้และเมื่อนั้นเรานั่นแหละจะอับอายขายหน้าคนอื่นๆเขา จนมองหน้าใครไม่ได้

ศิลปะในการขอทาน

ชายคนหนึ่งขับรถเข้าไปในเมืองซึ่งเป็นเวลาพลบค่ำ ขณะที่ขับรถมานั้นเขาสังเกตุเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังถือตะเกียงเดินก้มๆ เงยๆอยู่ เหมือนจะหาอะไรในพงหญ้าข้างถนนนั้นด้วยความสนใจ เขาจึงหยุดรถแล้วเดินตรงเข้าไปถามหญิงชรานั้นว่า"นี่ยาย ยายกำลังก้มหาอะไรอยู่หรือ""อ๋อ...ยายกำลังหาเหรียญบาทที่ทำตกลงไปในพงหญ้านี้ ยายหามาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วหาเท่าไรก็หาไม่เจอสักที พ่อหนุ่มจะช่วยยายหาหรือ" หญิงชราพูด
ด้วยความสงสารชายหนุ่มจึงควักเงิน 10 บาทออกมา แล้วยื่นให้แก่หญิงชราพร้อมกับพูดขึ้นว่า "เอาเงิน 10 บาทนี้ไปก็แล้วกันนะยาย เหรียญบาทคงหาไม่เจอแล้ว"เมื่อรับเงินจากชายหนุ่ม หญิงชรากล่าวขอบใจแล้วก็ดับตะเกียงจากไปชายหนุ่มคนนั้นก็ขับรถเข้าไปทำธุระในเมือง เมื่อทำธุระเสร็จแล้วเขาก็ขับรถออกมาตามเส้นทางเดิม เขาประหลาดใจมากที่ได้เห็นหญิงชราคนหนึ่ง กำลังจุดตะเกียงส่องหาอะไรบางอย่างในพงหญ้าข้างถนน ด้วยความสงสัยเขาจึงหยุดรถแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ๆเขาก็จำได้ทันทีว่า หญิงชราคนนี้ ก็คือหญิงชราคนเดิมที่เขาให้เงินไป 10 บาทเมื่อตอนหัวค่ำนั่นเอง เขาจึงถามหญิงชรานั้นว่า "นี่ยาย...ยายทำเงินตกหายอีกแล้วรึ"หญิงชราเงยหน้าขึ้น ก็จำชายหนุ่มผู้ใจดีคนนี้ได้ จึงตอบไปว่า"ใช่แล้วหลาน...แต่หลานชายไม่ต้องควักเงินให้ยายอีกนะ""ทำไมละยาย" ชายหนุ่มสงสัย"นี่มันเป็นกลวิธีในการขอทานที่ได้ผลดีที่สุด...ขอบใจสำหรับเงิน 10 บาทนะหลานเอ๊ย"พูดจบหญิงชราก็เดินจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มมึนงงอยู่ตรงนั้นเอง
" ทุกอาชีพต่างก็มีกลวิธีในการทำมาหากินของตนเองแล้วแต่ใครจะใช้ช่องทางใด แต่ก็ควรใช้วิธีที่สุจริต...นะจ๊ะ นะจ๊ะ

หัวขโขย

เช้าวันที่อากาศสดใส เด็กหนุ่มคนหนึ่งขณะอาบน้ำในคลอง โดยถอดเสื้อผ้าไว้ที่ริมตลิ่ง ขณะที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่อย่างเพลิดเพลินนั้น ได้มีชายคนหนึ่งแอบเข้ามาขโมยกางเกง และเสื้อไปหมด เด็กหนุ่มคนนั้นมีความแค้นใจ และเสียใจยิ่งนัก และคิดจะเอากางเกง และเสื้อของตนคืนมาให้ได้
วันหนึ่งเห็นชายหัวขโมย ใส่เสื้อผ้าที่ขโมยมา เดินผ่านมา เด็กหนุ่มก็จำได้ จึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แสร้งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่ขอบสระนั้นขโมยเห็นเข้าจึงเข้ามาถามว่า พ่อหนุ่มมานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ทำไม?
เด็กหนุ่มตอบว่า "ฉันทำสร้อยคอตกน้ำจ้ะพี่ ทองคำหนักตั้ง 5 บาท กลับบ้านพ่อคงตีฉันตาย"
ขโมยถามว่า "ทำไมไม่ลงงมล่ะ"
"ฉันว่ายน้ำไม่เป็น" เด็กหนุ่มตอบ
ขโมยเห็นโอกาสจะตบตาเด็กเอาสร้อยคอมาได้เหนาะๆ เช่นนั้น จึงบอกแก่เด็กหนุ่มว่า "เอาละ ข้าสงสารเอ็งจะลงงมให้ เอ็งคอยอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน"
"ขอบคุณท่านมากทีเดียว นึกว่าช่วยเหลือฉันสักที ฉันจะไม่ลืมบุญคุณเลย"
ขโมยรีบถอดเสื้อผ้ากองไว้ที่ขอบสระ แล้วกระโจนลงน้ำโครมไม่รีรอ
ขณะที่กำลังดำอยู่ก้นสระนั้นเด็กหนุ่มได้ทีจึงรีบฉวย เสื้อ กางเกงของตัวกลับคืน แล้วหนีไป
(อย่างนี้เรียกว่า เกลือจิ้มเกลือ)

เด็กกำพร้าเรียนมนต์ตด

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีเด็กน้อยกำพร้าอยู่คนหนึ่ง ญาติพี่น้องไม่มีใครสนใจเขาจึงต้องเที่ยวเร่ร่อนขอทานตามหมู่บ้านต่างๆ พอได้กินไปวันๆ หลวงพ่อที่วัดแห่งหนึ่งสงสารจึงรับเลี้ยงไว้เป็นลูกศิษย์ในวัดในสมัยนั้นเด็กผู้ชายจะต้องออกจากบ้านไปหาเรียนวิชา แล้วแต่ใครต้องการเรียนอะไรหลวงพ่อก็สั่งท้าวกำพร้าให้ไปเรียนวิชาเช่นกัน โดยก่อนไปได้กำชับว่า"เรียนอะไรก็เรียนให้จบ และอยากเรียนอะไรก็ให้เลือกเรียนได้ตามใจชอบหลวงพ่อไม่ว่าอะไร"ณ สำนักเรียนที่มีอาจารย์เก่งทางวิชาอาคม เวทมนตร์ต่างๆ เปิดสอนให้กับผู้คนทั่วไปโดยเฉพาะคนหนุ่มๆนิยมไปเรียนกันมาก หลายคนเลือกเรียนวิชาตามใจชอบ แต่ท้าวกำพร้ากลับเลือกเรียนในวิชาที่ไม่มีใครเรียนกัน นั่นคือ "วิชามนต์ตด" เขาเพียรพยายามเรียนจนจบตามที่หลวงพ่อสั่งไว้ว่าเรียนอะไรก็เรียนให้จบข่าวการเรียนมนต์ตดได้ยินไปถึงหูของญาติพี่น้องของเขา ยิ่งเพิ่มความจงเกลียดจงชังมากขึ้น"เรียนอะไรไม่เรียนไปเรียนมนต์ตด ไม่ต้องเรียนมันก็ตดอยู่แล้ว ไปเรียนให้เสียเวลาทำไม"ญาติคนหนึ่งบ่น
อันตัวข้าพเจ้ามีนามกรว่า...ท้าวกำพร้าได้ศึกษาวิชา...มนตราว่าด้วยตด...ทั้งตดยาว...ตดสั้นตดไปข้างหน้า...ตดมาข้างหลัง...ตดลอยสูง...ตดลอยต่ำตดควบคุมเสียง...ตดเสียงสูง...เสียงต่ำ...ตดดัง...ตอค่อยตดไร้เสียง.....................................................................................................................................................ตดควบคุมกลิ่น...ทั้งกลิ่นหนา...กลิ่นบาง...ตดสร้างมิตร...เสน่ห์ยาแฝด...ตดใส่หญิง หญิงรัก...ตดใส่ชาย ชายหลง....ตดใส่ตุ๊ด ตุ๊ดเป็นลม...เอ้ยไม่ใช่...หลงคารม.................ตดกลิ่นทำลายมิตรภาพ...........ตดพิฆาตศัตรูพ่าย................................................เมื่อศึกษาจนแตกฉานคิดทำการณ์สิ่งใด ก็สำเร็จดังประสงค์
พอเรียนจบเขากลับมาหาหลวงพ่อและเล่าเรื่องราวการเรียนให้หลวงพ่อฟังหลวงพ่อไม่ว่าอะไรได้แต่ให้กำลังใจว่า "ใครจะว่าอะไรก็อย่าไปสนใจ วิชาอะไรทุกอย่างมันมีคุณทั้งนั้น ขอให้รักษาวิชาตดไว้ให้ดีบางทีเราอาจได้อาศัย"อยู่มาวันหนึ่งมีเรือสำเภาขนาดใหญ่ขนสัมภาระเพื่อไปจำหน่ายมากมายพอไปถึงหมู่บ้านนั้นเกิดไปติดหาดทรายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ จ้างคนทั้งหมู่บ้านลากเข็นก็ไม่ไป พอดีเท้ากำพร้าเดินไปพบเข้าจึงพูดออกไปว่า"เรือติดแค่นี้ ไม่ต้องทำอะไรมากเลย เพียงแค่ตดใส่เท่านั้นก็ออกได้แล้ว"นายสำเภาได้ยินดังนั้นก็โกรธแค้นมาก คิดว่าท้าวกำพร้าพูดสบประมาท"ข้าจ้างคนทั้งหมู่บ้านยังลากออกไม่ได้ เอ็งเก่งมาจากไหนจะมาตดใส่ให้สำเภาออกได้"พอพูดจบนายสำเภาก็สั่งลูกน้องให้จับตัวท้าวกำพร้าไว้ ฐานพูดจาดูหมิ่น"ช้าก่อนท่าน" ท้าวกำพร้าชิงพูดขึ้น "ข้ายังไม่ทันตดให้ดูเลย ทำไมท่านถึงคิดว่าทำไม่ได้ต้องพิสูจน์กันก่อนซิ ถ้าข้าตดแล้วสำเภาออกไปได้ ท่านจะยอมให้สินค้าทั้งหมดบนเรือแก่ข้าไหม""ตกลง ถ้าสำเภาเคลื่อนไปได้ ข้าจะยกสินค้าในสำเภาให้เอ็งหมด แต่ถ้าเคลื่อนไม่ได้เอ็งจะต้องถูกฆ่าตาย" นายสำเภาตกลงและต่อรองเมื่อตกลงดังนั้นแล้ว ท้าวกำพร้าจึงยกมือเหนือหัวแล้วอธิษฐานถึงครูบาอาจารย์เสร็จแล้วจึงเบ่งตดออกมาเสียงดัง "ป็าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาด"ทุกคนตกตะลึงแทบไม่เชื่อสายตาที่สำเภาได้ค่อยๆเคลื่อนออกจากหาดทรายนายสำเภาดีใจมาก จึงได้มอบสินค้าทุกอย่างที่มีบนเรือ ให้หนุ่มน้อยไปตามสัญญาจากนั้นท้าวกำพร้าก็มีฐานะร่ำรวย ไม่อดอยากอีกต่อไป
จบบริบูรณ์

อยากอยู่กระท่อมสูง

มีผัวเมียคู่หนึ่ง เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ๆ พ่อแม่ก็ให้ไปปลูกกระท่อมอยู่กันที่ปลายนา เพื่อคอยดูแลข้าวปลาที่ทำไว้แล้ว และกำลังงาม เกรงว่าวัว ควาย นก หนู จะมากัดกินข้าวเสียหาย
ผัวเมียทั้งสองก็มิได้ขัดข้องหรือรังเกียจเกี่ยงงอนแต่ประการใด เมื่อพ่อแม่ให้ไปก็ไป เมื่อไปถึงก็ช่วยกันปลูกกระท่อมด้วยไม้ไผ่ และพยายามปลูกให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ เพราะไม่ต้องการให้น้ำท่วม
ผัวจึงไปตัดไม้ไผ่เอามาทำเสากระท่อม ตัดมามากมายก่ายกองเหลือประมาณ ปลูกกระท่อมจนเสร็จ กระท่อมนั้นนับว่าสูงที่สุดเลยทีเดียว
ครั้นเสร็จแล้วก็ขึ้นไปอยู่กัน นอนหลับสบายทั้งคืน จนรุ่งเช้าผัวตื่นขึ้นไม่เห็นเมียก็ตกใจ มองหาจนทั่วก็ไม่เห็นเมีย ผัวสงสัยคิดว่าเมียตกกระท่อม จึงก้มลงไปดูข้างล่าง เห็นเมียตกกระท่อม ร่างของเมียยังลอยอยู่ยังไม่ถึงพึ้น ยังสูงอีกมาก แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไรจะตกถึงพื้นดิน เลยยังไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไร...
ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้:
การทำอะไรเกินพอดี อาจเกิดโทษภัยต่างๆ ขึ้นได้ฉะนั้นควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนทำ และควรทำแต่พอดี (จากนิทานพื้นบ้าน สำหรับเด็ก และ

พยานให้การ

เมื่อนายทุยแกจะไปให้การเป็นพยานที่ศาลนั้น แกได้ตระเตรียมคำพูดไปอย่างดี ด้วยเกรงจะถูกหาว่าเป็นพยานเท็จ พอเข้าสู่คอกพยาน ศาลก็ถามว่า
"ชื่ออะไร"
"อ้า..อ้า..เกล้าชื่อว่าอ้ายทุย"
ศาลถาม "อายุเท่าไหร่"
"ก็เกิดปีจอ..ก็ 42 ปีครับ" พยานตอบ
ศาลถาม "เป็นอะไรกับจำเลย"
พยาน "เป็นพยานจำเลยครับ"
ศาล "รู้แล้วว่าเป็นพยาน ต้องการรู้ว่า เป็นญาติโยมอะไรกันหรือเปล่า"
พยาน "เมื่อเขาบวช เขาเรียกผมว่าโยม จนกระทั่งสึกออกมาก็ยังเรียก โยม ตลอดมา"
ศาล "แล้วเป็นญาติกันหรือเปล่า"
พยาน "เอ..ญาติ หมายความว่าอย่างไรครับ"
ศาล "เป็นพี่น้องกันหรือเปล่า"
พยาน "เปล่าครับ"
ศาล "เออ เท่านั้นเอง ถามเกือบตาย"
พยาน "ครับผมก็ตอบเกือบตายเหมือนกัน"
ศาล "แล้วแกทำอะไรกินล่ะ"
พยาน "เมื่อเช้า ตำน้ำพริกจิ้มผักบุ้ง อร่อยไปเลยครับ กลางวันนี้ว่าจะ แกงปลาไหล"
ศาล "เปล่าๆ ศาลถามว่าแกนะมีอาชีพอะไร"
พยาน "อาชีพของผมที่เป็นล่ำเป็นสันจริงๆ ก็คือการประมงครับ
ศาล "เออ แกก็ดี มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐาน จับโป๊ะลงอวน ได้ของทะเลทีละมากๆ หละสิ"
พยาน "เปล่าครับ..ผมเที่ยวช้อนลูกน้ำขายให้ร้านตู้ปลา"
ศาลถึงกับหงานหลังผึ่งพิงพนักเก้าอี้!!

เหลือเชื่อ

มีผัวเมียคู่หนึ่ง เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ๆ พ่อแม่ก็ให้ไปปลูกกระท่อมอยู่กันที่ปลายนาเพื่อคอยดูแลข้าวปลาที่ทำไว้แล้ว และกำลังงาม เกรงว่าวัวควายนกหนูจะมากัดกินข้าวเสียหายผัวเมียทั้งสองก็มิได้ขัดข้องหรือรังเกียจเกี่ยงงอนแต่ประการใดเมื่อพ่อแม่ให้ไปก็ไป เมื่อไปถึงก็ช่วยกันปลูกกระท่อมด้วยไม้ไผ่และพยายามปลูกให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ เพราะไม่ต้องการให้น้ำท่วมผัวจึงไปตัดไม้ไผ่เอามาทำเสากระท่อม ตัดมามากมายก่ายกองเหลือประมาณปลูกกระท่อมจนเสร็จ กระท่อมนั้นนับว่าสูงมาก สูงที่สุดเลยทีเดียวครั้นเสร็จแล้วก็ขึ้นไปอยู่กัน นอนหลับสบายทั้งคืนจนรุ่งเช้าผัวตื่นขึ้นไม่เห็นเมียก็ตกใจ มองหาจนทั่วก็ไม่เห็นเมียผัวสงสัยคิดว่าเมียตกกระท่อม จึงก้มลงไปดูข้างล่างเห็นเมียตกกระท่อมร่างของเมียยังลอยอยู่ยังไม่ถึงพื้น ยังสูงอีกมากแล้วไม่รู้ว่าเมื่อไรจะตกถึงพื้นดิน

นึกว่าง่าย

คนไทยกับคนลาวเป็นเพื่อนกัน คนไทยมีเรืออยู่ลำหนึ่งวันหนึ่งเกิดน้ำท่วมคนลาวนั่งไปกับเรือของคนไทย โดยคนลาวนั่งอยู่หัวเรือคนไทยนั่งอยู่ท้ายเรือ และเป็นคนพายเรือไปเมื่อพายเรือไปได้สักพักหนึ่ง เรือก็รี่ตรงไปจะชนต้นไม้ คนลาวตกใจกลัวก็บอกว่า"ซ้ายหน่อยๆ" คนไทยก็พายงัดเล็กน้อย เรือก็ไม่ชนต้นไม้ พายรอดไปได้เมื่อพายต่อไปเรือก็รี่ตรงไปจะชนบ้าน คนลาวเห็นดังนั้นก็ตกใจ ร้องบอกว่า"ขวาหน่อยๆ" คนไทยก็พายงัดเล็กน้อย เรือก็รอดไปได้โดยไม่ชนบ้านเจ้าคนลาวเลยเกิดสงสัยจึงถามเจ้าคนไทยว่า "นี่เรือของแกทำด้วยอะไรนะถึงว่าง่ายอย่างนี้""ทำด้วยไม้ตะเคียนนะซิ" คนไทยตอบคนลาวเมื่อกลับถึงบ้านก็บอกกับเมียว่า "นี่น้องไม้ตะเคียนนี่ว่าง่ายจังพี่อยากจะขุดเรือจากไม้ตะเคียนสักลำ ที่ข้างบ้านเรามีไม้ตะเคียนอยู่ต้นหนึ่งเดี่ยวพี่จะโค่นมาขุดทำเรือนะ"เมียก็บอกว่า "มันจะทับบ้านพังนะพี่""ไม่ทับหรอก ไม้ตะเคียนมันว่าง่ายจะตาย" ฝ่ายผัวอธิบายสรรพคุณของต้นตะเคียนว่าแล้วคนลาวก็คว้าขวานไปฟันต้นตะเคียนทันที ฟันไปๆจวนจะขาดมันก็ค่อยๆเอนลงจะทับบ้าน คนลาวก็ยืนโบกมือร้องตะโกนไปว่า "ซ้ายหน่อยๆ"ต้นตะเคียนก็ล้มโครมลงทับหลังคาบ้านพังไปเรียบร้อย เจ้าคนลาวก็คิดบ่นในใจว่า"เอ๊ะ! ต้นตะเคียนบ้านเรานี่ มันทำไมถึงดื้อจัง ไม่เหมือนต้นตะเคียนของคนไทยเลย ว่าง่าย

คนขี้ลืม

มีชายคนหนึ่งเป็นคนขี้ลืม ขี้ลืมจริงๆ เรื่องอะไรจำได้ประเดี๋ยวเดียวแล้วก็ลืมหมดเขาจะทำอะไรไม่ได้เลย
วันหนึ่งชายขี้ลืมคนนี้ถือมีดเข้าไปในป่าเพื่อจะไปตัดต้นไม้ เดินทางไปได้สักพักหนึ่ง เกิดปวดอุจจาระ จึงเอามีดฟัดติดกับต้นไม้ไว้ แล้วก็หาที่หลบไปถ่ายอุจจาระ

พอถ่ายอุจจาระเสร็จก็เดินออกมา เห็นมีดเล่มหนึ่งอยู่ที่ต้นไม้ เขาลืมไปว่าเป็นมีดของตัวเอง
เขาดีใจมากจึงรีบวิ่งไปคว้ามีดมาถือไว้ แล้วจับมีดชูขึ้นพลางเต้นไปรอบๆแล้วพูดว่า “วันนี้โชคดีแต่เช้าเลยมีดของใครก็ไม่รู้ยังใหม่อยู่ ลับเอาไว้คมกริบทีเดียวเจ้าของมีดนี้แย่มาก ของดีๆ อย่างนี้มาลืมไว้ได้ อ้ายคนไม่รู้จักรักษาของ คนอย่างนี้ทำมาหากิน อะไรมีแต่จะล่มจม”
เผอิญเขาเดินไปเหยียบเอาอุจจาระที่ตนเองถ่ายไว้เมื่อครู่นี้เข้า ลืมว่าเป็นของตัวเองจึงตะโกนด่าขึ้นว่า
“อ้ายคนอุบาทว์ที่ไหนมาถ่ายไว้ได้ ที่ทั้งป่ากว้างใหญ่มาทำโสโครกเอาไว้ตรงนี้เอง อ้ายมนุษย์อัปรีย์”
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :ขึ้นชื่อว่าคนขี้ลืมแล้ว มักจะลืมได้ทุกอย่าง ฉะนั้นจงทำอะไรด้วยความมีสติเสมอ(จากนิทานพื้นบ้านชุด ขำขัน

หนูกัดเหล็ก

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งมีลูกชายเป็นคนไม่รักดี ได้แต่ใช้จ่ายทรัพย์เที่ยว กิน เล่น เลี้ยงเพื่อนฝูง ไม่นึกทำมาหากิน พ่อแม่จะว่ากล่าวตักเตือนอย่างไรก็ไม่เชื่อฟัง
ในที่สุดเศรษฐีก็ตรอมใจตาย แต่ก่อนตายได้เอาเงินกับทองใส่ตุ่มอย่างละตุ่มฝังไว้ และด้วยความดีที่ได้กระทำมา ส่งผลให้เศรษฐีไปเกิดเป็นเทวดา
ฝ่ายลูกเศรษฐีเมื่อพ่อแม่ตายแล้วก็ยิ่งกำเริบ ใช้เงินเลี้ยงเพื่อนเที่ยวเตร่เสเพล ไม่นานเงินก็หมด เพื่อนฝูงที่เคยล้อมหน้าล้อมหลังก็หายหน้าไปทีละคน
อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนชวนไปกินเลี้ยงกันตามเคย โดยสั่งลูกเศรษฐีตกยากว่าถ้าคิดจะไปกินเลี้ยง ก็ให้เอาไก่ไปร่วมในการกินเลี้ยงด้วยหนึ่งตัวลูกเศรษฐีอยากกินเลี้ยงมาก ถึงแม้จะไม่มีเงินแล้ว ก็ยังขวนขวายหาไก่ได้ตัวหนึ่ง จึงจัดการลวกน้ำร้อนถอนขน แล้วผูกห่อใบตองเตรียมที่จะไปร่วมงานกินเลี้ยง
ครั้นเดินมาตามทาง เพราะความเหนื่อยจึงแวะพักใต้ต้นไม้ข้างทางแล้วม่อยหลับไป บังเอิญมีอีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้นั้น ได้กลิ่นเนื้อโชยมาจากใบตอง จึงบินโฉบลงมาคาบห่อใบตองไป เขาจึงต้องไปงานกินเลี้ยงมือเปล่า
พอถึงบ้านเพื่อนที่นัดกินเลี้ยงก็เล่าให้เพื่อนฟัง แต่ไม่มีใครเชื่อในคำพูดของเขาเลยต่างคิดว่าเขาคงไม่มีปัญญาหาไก่มา จึงกุเรื่องแก้เก้อ แถมยังพูดจาเยาะเย้ยถากถางว่าไม่มีปัญญาหาไก่มา แล้วยังไปโทษอีกาอีก
ลูกเศรษฐีทั้งเจ็บทั้งอายตัดสินใจไม่ร่วมวงกินเลี้ยงด้วย รีบเดินทางกลับบ้านเมื่อถึงบ้านแล้วก็ยังน้อยใจไม่หาย นึกถึงความหลังที่ตนมั่งมีเงินทอง ผู้คนล้อมหน้าล้อมหลัง เสียใจกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายก็ผ่ายผอมลง
ฝ่ายเทวดาพ่อแม่เห็นอาการของลูกก็อดสงสารเสียมิได้ จึงมาเข้าฝันลูกว่า"นั่นแหละลูกเอ๋ย เมื่อพ่อแม่ยังอยู่ก็ได้สอนเจ้านักหนาเรื่องการใช้เงินทองเมื่อยามลำบากยากจน ใครเขาจะมานับถือ พูดจริงก็เป็นหลอกไปได้ ขอให้เจ้ารู้สึกตัวและทำตัวเสียใหม่ พ่อแม่จะช่วย"
ในฝันนั้นเองลูกเศรษฐีก็คิดได้ จึงสัญญากับพ่อแม่ว่า ต่อไปจะเลิกความประพฤติเดิมจะตั้งใจทำมาหากิน เลี้ยงตัวให้มีเงินพอ จะไม่ให้ใครมาดูถูกได้อีกต่อไปเมื่อเทวดาพ่อแม่ได้รับคำสัญญาจากลูกเช่นนั้นก็พอใจยิ่งนัก เมื่อลูกสัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดีจึงได้บอกที่ซ่อนตุ่มเงินและตุ่มทองให้ในฝันนั้นเอง
พอตื่นขึ้นมาลูกเศรษฐีก็รีบไปขุดหาตุ่มเงินตุ่มทอง ก็พบจริงตามฝัน จึงนำเงินในตุ่มมาทำทุนตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ไม่นานก็กลับฟื้นตัวพอมีฐานะขึ้นอีก เพื่อนที่เคยหนีหาย ก็เริ่มกลับมาคบหาเพิ่มขึ้นทุกวัน
ลูกเศรษฐียังจำวันที่เพื่อนฝูงเยาะเย้ยได้ไม่ลืม วันหนึ่งลูกเศรษฐีเห็นได้โอกาสจึงชวนเพื่อนมากินเลี้ยงกันอีกเหมือนเมื่อยังร่ำรวยหนก่อน เพื่อนฝูงต่างก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตาขณะที่กินเลี้ยงอย่างครึกครื้นเฮฮาอยู่นั้น ลูกเศรษฐีได้นำมีดเหี้ยนๆ เล่มหนึ่งมาให้เพื่อนดูพลางพูดขึ้นว่า
"อัศจรรย์จริงๆ มีดเล่มนี้เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ แท้ๆ ทิ้งไว้คืนเดียวหนูมากัดเสียจนเหี้ยนหมดเหลือเท่านี้เอง"
เพื่อนฝูงทั้งหลายเมื่อได้ยินก็รับคำเชื่อตามคำพูด บางคนก็ประสมโรงพูดว่า"จริงเหมือนเพื่อนว่าหนูมันร้ายนัก มีดของเราก็เคยโดนเหมือนกัน เหี้ยนเหมือนอย่างนี้ไม่มีผิด"เพื่อนคนอื่นก็พูดว่า "ใช่ๆ" คนละคำสองคำ

ลูกเศรษฐีเมื่อได้ยินดังนั้น ก็คิดได้ว่า
"ยามเมื่อเรายากจนคนดูถูก ถ้อยคำที่พูดไม่มีน้ำหนัก ถึงพูดความจริงก็ยังไม่มีคนเชื่อแต่เมื่อยามมั่งมีเงินทอง จะพูดอย่างไรจริงหรือเท็จไม่สำคัญ คนย่อมยอมรับเชื่อ

ซี้หิน

มีเทวดาองค์หนึ่ง เหาะลงมายังเมืองมนุษย์ เพื่อต้องการค้นหาบุคคลที่ไม่มีความโลภ และสละแล้วซึ่งกิเลสความอยากได้ใคร่มีในสิ่งต่างๆเมื่อถึงโลกมนุษ์แล้ว เทวดาได้แปลงกายเป็นชายชราและเดินตรงไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แลเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่คนเดียว ชายชราจึงตรงเข้าไปหาแล้ววางก้อนหินขนาดหัวแม่มือ ลงตรงหน้าชายหนุ่มพร้อมใช้นิ้วชี้ของท่านชี้ก้อนหินนั้น และแล้วหินก็กลายเป็นทองคำเหลืองอล่ามในทันที"เอ้า...ข้าให้เจ้า รับไว้ซิ เดี่ยวข้าจะไปธุระต่อ" ชายชราพูดแล้วก็หยิบทองคำยื่นส่งให้แก่ชายหนุ่ม แล้วก็เดินจากไปชายชราเดินลับหลังมาได้สักครู่ ก็เห็นชายหนุ่มคนเดิมวิ่งตามมาพร้อมกับพูดอย่างระล่ำระลักเชิงขอร้องว่า"คุณตาครับ กรุณาช่วยชี้หินก้อนนี้ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ"พูดแล้วก็วางก้อนหินขนาดใหญ่ลงตรงหน้าเทวดาที่ปลอมตัวมา"ข้าไม่ชี้ให้เอ็งหรอก เพราะเอ็งมันเป็นคนโลภมาก" พูดแล้วชายชราก็เดินจากไปต่อจากนั้นชายชราก็เดินเข้าไปยังหมู่บ้านอื่นๆ แล้วก็ทำเหมือนเดิมทุกครั้งที่ส่งหินทองคำให้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หนุ่มสาว ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยายทุกคนจะต้องตามมาขอร้องให้ชายชราชี้หินก้อนโตกว่าเดิมให้เทวดาที่ปลอมเป็นชายชราเห็นแล้วรู้สึกหมดกำลังใจ และคิดว่าคงจะหาใครสักคนที่เป็นผู้ไม่โลภโมโทสันในโลกมนุษย์นี้ไม่ได้เป็นแน่แท้ คิดจะกลับสู่สวรรค์แต่เพื่อให้มั่นใจจึงน่าจะลองดูอีกสักคน เผอิญเหลือบไปเห็นพระฤาษีตนหนึ่งกำลังนั่งบำเพ็ญตบะใต้ต้นไม้จึงเดินตรงเข้าไปหา พลางเอาก้อนหินวางไว้ตรงหน้า แล้วใช้นิ้วชี้ก้อนหินนั้นให้เป็นทองคำแล้วพูดกับฤาษีว่า "ข้าแด่ท่านผู้ทรงศีลข้าขอถวายหินทองคำก้อนนี้แด่ท่าน""อาตมารับไว้ไม่ได้หรอก จงเอาคืนไปเถิด" พระฤาษีตอบพร้อมส่ายหน้าชายชราจึงนำเอาก้อนหินขนาดเขื่องกว่าเดิมมาชี้ให้เป็นทองคำ แล้วถวายแด่ฤาษีคำตอบที่ได้รับก็ยังคงเหมือนเดิมคือ "อาตมารับไว้ไม่ได้หรอก จงเอาคืนไปเถิด"แม้ชายชราจะนำเอาก้อนหินขนาดใหญ่สักเท่าใดก็ตาม มาชี้แล้วส่งให้ก็ได้รับคำปฎิเสธทำให้ชายชรามีกำลังใจขึ้นมาก คิดในใจว่า "พระฤาษีตนนี้แหละ คือผู้ไม่โลภเป็นแน่แท้"ก่อนที่ชายชราจะจากไป ด้วยความสงสัยจึงถามพระฤาษีว่า"เหตุใดท่านจึงไม่รับหินทองคำเหล่านี้ไว้ ท่านไม่อยากได้หรือ""ใช่อาตมาไม่อยากได้ทองคำเหล่านั้นหรอก" พระฤาษีตอบแล้วหยุดอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก และจึงพูดต่อ "แต่อาตมาอยากได้นิ้วที่ชี้หินนั้นมากกว่า"เทวดาซึ่งปลอมเป็นชายชราได้ยินพระฤาษีพูดดังนั้นถึงกับนิ่งอึ้งแล้วก็เดิน

ค่าของคน

ในกาลครั้งหนึ่งยังมียายแก่คนหนึ่ง สามีเสียชีวิต ส่วนลูกหลานก็แยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่นยายแก่ทำมาหากินอยู่ตัวคนเดียวด้วยความขยันขันแข็งมาตลอด แกเก็บเล็กผสมน้อย ใช้จ่ายอย่างกระเหม็ดกระแหม่ จึงสะสมเงินทองไว้ได้พอสมควร แกจึงไปซื้อไหเก่าใบหนึ่งมาใส่เงินนั้นไว้จะไปไหนก็จะอุ้มไหติดตัวไปด้วย และไม่เคยเปิดไหอวดใครเลยครั้นเมื่อยายอายุมากขึ้นๆ ทำงานอย่างเดิมไม่ไหว ลูก หลาน ซึ่งพากันคิดว่ายายแก่คงจะต้องมีทรัพย์สมบัติมาก จึงพากันมารับยายแก่ไปอยู่ด้วย ยายแก่ก็รู้เท่าทันแต่ก็ทำเฉยเสียช่วยลูกหลานทำงานสุดกำลัง เพื่อไม่ให้ลูกหลานดูถูกได้ว่าเสียข้าวสุกเปล่า หรือเกาะเขากินจนวันหนึ่งแกลงไปดายหญ้าทำสวนอยู่คนเดียว แดดก็จัด แกรู้สึกปวดหลังเป็นกำลังถึงกับล้มฟาดไปไม่รู้ตัว หมดสติอยู่กลางแดดเป็นเวลานานกว่าลูกหลานจะมาพบ และช่วยกันอุ้มเข้าบ้าน เมื่อแกฟื้นขึ้นมาปรากฏว่าแกเป็นอัมพาตพอจะพูดและเคลื่อนไหวได้บ้าง รักษาอยู่เป็นเวลานานก็ไม่ทุเลา แกใช้เงินที่แกสะสมไว้เป็นค่ารักษาจนหมด ลูกหลานทั้งหลายพากันเดาว่ายายแก่คงใช้เงินรักษาจนหมดตัวแล้ว จึงพากันตีตัวออกห่างในที่สุดเพื่อนบ้านแถวนั้นทนไม่ได้จึงผลัดกันมาดูแลยายแก่ แต่ทุกคนก็มีหน้าที่การงานต้องทำจะมาพยาบาลอยู่นานก็ไม่ได้ ยายแก่จึงต้องช่วยตัวเองซะส่วนมาก จะไปถ่ายอุจระก็ไม่ได้ ไหของแกเมื่อเงินทองหมดก็ยังว่างเปล่าอยู่ แกจึงถ่ายอุจระไว้ในไหนั้นทุกวัน แล้วก็ปิดฝาไว้เมื่อมีชาวบ้านมาเยี่ยม แกก็เริ่มคุยอวดชาวบ้านว่าความจริงเงินของแกก็ยังพอจะมีเหลือ"ฉันกันเงินของฉันไว้ส่วนหนึ่ง เอาไว้ตอนเข้าตาจน ไม่เชื่อลองโยกไหดูสิ"ชาวบ้านต่างก็ลองเอามือผลักไหดู ก็เชื่อว่ามีเงินอยู่ในนั้นแน่ พอกลับบ้านต่างคนก็ต่างไปเล่าต่อๆกัน"ยายแก่ แกยังมีเงินเหลืออยู่ไม่น้อยเลย ไหที่ใส่ไว้หนักอึ้งทีเดียว"ความนี้ในที่สุดก็ไปเข้าหูหลานๆของยายแก่ ด้วยความละโมบจึงพากันกลับมาคอยรับใช้ยายแก่อีกต่างคนก็ชิงกันเอาใจยายแก่ เพราะหวังจะครอบครองทั้งทองและเงินในไห ต่อมาไม่นานยายแก่ก็ถึงอายุขัย หลานๆก็จัดงานศพเสียงดงามเมื่อเสร็จจากงานศพแล้ว ลูกหลานทุกคนก็ต่างคิดบัญชีค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้แบ่งเงินในไหว่าใครได้ส่วนแบ่งมาก ใครได้น้อย พอคิดบัญชีเสร็จแล้วก็ยังทะเลาะกันจนยุติไม่ได้ เพราะต่างคนก็อยากจะได้มาก ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดก็ตกลงให้เปิดไหก่อนเพื่อจะนับเงินทอง แต่แล้วทุกคนก็ต้องผิดหวังเพราะพอเผยอฝาไหออก กลิ่นอุจระก็เหม็นคลุ้ง จนทุกคนผงะหงายลูกหลานทุกคนเสียรู้ยายแก่เสียแล้ว

เสือตีนโต

มีสามีภรรยาคู่หนึ่งอาชีพทำไร่ อยู่มาวันหนึ่งทั้งสองคนต่างก็ไปช่วยกันทำไร่เหมือนเคย เผอิญวันนั้นไม่ได้ห่อข้าวไปกิน คิดว่าจะกลับไปกินกันที่บ้านพอตกบ่าย สองสามีภรรยาก็ชวนกันกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านสามีจึงพูดกับภรรยาว่า"นี่น้อง ไปหุงหาอาหารมากินกันเถอะ วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรพี่หิวจังเลย"ฝ่ายภรรยานั้นเป็นคนเกียจคร้านไม่ชอบหุงหาอาหารอยู่แล้ว เมื่อได้ยินสามีพูดดังนั้นจึงตรงไปยังห้องครัว เข้าไปเปิดหม้อข้าวดู ก็เห็นมีข้าวเหลืออยู่ น่าจะพอแบ่งกันกินได้จึงบอกกับสามีไปว่า"ข้าวมีอยู่แล้วพี่ กับข้าวเมื่อเช้านี้ก็ยังเหลือ พี่หิวก็มากินได้เลย""เอ้างั้นก็ตกลง น้องก็มากินพร้อมกันเลยซิ" สามีพูดสามีภรรยาต่างก็แบ่งข้าวกันกินคนละจาน ข้าวในหม้อจึงเหลืออีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเผอิญมีเพื่อนคนหนึ่งมาที่บ้าน "เอ้ากำลังทำอะไรอยู่ละ" เพื่อนเอ่ยถาม"กำลังจะกินข้าวกลางวันกัน มาๆ มานั่งกินข้าวด้วยกัน" สามีกล่าวเชิญชวนเพื่อนที่มาเยี่ยมตามธรรมเนียมไทยแท้ของคนไทย"แหม กินสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน กำลังหิวอยู่พอดีเชียว"เพื่อนก็มานั่งร่วมวงกินข้าวด้วย ภรรยาจึงตักข้าวที่เหลืออยู่ในหม้อให้แขกที่มาเยี่ยมเยือน ข้าวที่มีเหลืออยู่ในหม้อเพียงน้อยนิดก็หมดลงทั้งสามคนต่างกินกันไปคุยกันไป ข้าวในจานแต่ละคนก็ร่อยหรอทีละนิด เผอิญข้าวในจานของเพื่อนหมดก่อน เพื่อนก็คอยโอกาสให้เจ้าของบ้านคดข้าวให้ตนเพิ่ม แต่ก็ไม่ตักให้เสียที ฝ่ายเพื่อนยังไม่อิ่ม จึงคิดหาอุบายที่จะบอกให้เจ้าของบ้านคดข้าวให้ จึงพูดขึ้นว่า"เมื่อวานนี้ เราไปเที่ยวในป่ามา โอ้โฮเพื่อนเอ๋ยเราไปเจอเสือตัวหนึ่งรอยตีนโตขนาดจานข้าวนี่เลย"เพื่อนพูดพร้อมกับเอียงจานให้เจ้าของบ้านดูเจ้าของบ้านเมื่อเห็นดังนี้ ก็ถือโอกาสเล่าต่อว่า"เมื่อวานนี้เหมือนกันนั่นแหละ เราก็ไปเที่ยวป่ามาเหมือนกัน โอ้โฮเพื่อนเอ๋ยเราไปเจอช้างรอยตีนโตขนาดหม้อนี่แหละ"พูดพร้อมเอียงหม้อให้ดู เพราะข้าวก็หมดหม้อแล้วเหมือนกัน

ใครโง่กว่ากัน

มีชายสองคนพี่น้อง คนพี่ชื่อดำเป็นคนขยันทำมาหากิน เงินทองที่หามาได้ก็รู้จักใช้จ่ายจนมีเงินเก็บอยู่บ้าง ส่วนคนน้องชื่อแดงเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เอาใจใส่ต่อการทำงาน ได้เงินมาก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่มีเงินเก็บหอมรอมริบ คอยแต่เบียดเบียนนายดำผู้พี่ ยิ่งไปกว่านั้นถ้านายดำเผลอเมื่อไหร่ เป็นอันต้องถูกนายแดงขโมยเงินเสมอ ไม่ว่านายดำจะซุกซ่อนเงินไว้ตรงไหนอยู่มาวันหนึ่งนายดำต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน จึงคิดหาวิธีที่จะซ่อนเงินที่มีอยู่หนึ่งพันบาทให้มิดชิดที่สุด คิดอยู่นานก็หาที่ซ่อนไม่ได้ จะเอาซ่อนตรงไหนๆ ก็เกรงว่านายแดงจะมาขโมยไปในที่สุดก็ตัดสินใจขุดหลุมฝังซ่อนไว้ดีกว่า จึงลงจากเรือนคว้าจอบใส่บ่าเดินออกหลังบ้านแล้วขุดหลุมเอาเงินห่อกระดาษใส่ลงก้นหลุม เอาดินกลบและดูความเรียบร้อย ดูไปดูมานายดำก็คิดว่า"นี่ถ้านายแดงมาเห็นรอยเรากลบหลุมไว้อย่างนี้ คงต้องรู้ว่าเราฝังเงินเอาไว้แน่"พลันความคิดของนายดำก็เกิดขึ้น เอาอย่างนี้ดีกว่าเราเขียนป้ายมาปักไว้ที่หลุมนี้ว่า"เงินหนึ่งพันบาทของนายดำ ไม่ได้อยู่ในหลุมนี้" นายแดงก็คงจะไม่สงสัยเป็นแน่คิดแล้วนายดำก็จัดการเขียนป้ายดังกล่าวมาปักไว้ที่หลุม เสร็จแล้วก็จัดแจงแต่งตัวออกจากบ้านไปฝ่ายนายแดงหลังจากเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่หลายวัน จนเงินหมดจึงกลับบ้าน ไม่พบพี่ชายจึงได้โอกาสเหมาะเที่ยวค้นหาเงิน เชื่อว่าพี่ชายจะต้องซ่อนไว้ที่ไหนซักแห่งแน่ ค้นหาบนบ้านอยู่นานก็ไม่พบ จึงเดินลงจากเรือนไปค้นตามหลังบ้าน ก็พบป้ายหนึ่งเขียนไว้ว่า"เงินหนึ่งพันบาทของนายดำไม่ได้อยู่ในหลุมนี้"เมื่อนายแดงอ่านป้ายดูแล้วก็เกิดความสงสัยว่า เมื่อไม่มีเงินแล้วจะเขียนป้ายบอกไว้ทำไมจึงลงมือขุดดู ก็พบเงินที่ซ่อนไว้ เมื่อได้เงินมาแล้วนายแดงเกิดนึกขึ้นได้ว่า ถ้าพี่ชายกลับมาเห็นเงินในหลุมหายไปก็คงโทษเราแน่ อย่ากระนั้นเลยเราเขียนป้ายปักไว้ดีกว่า เมื่อพี่ชายมาเห็นจะได้คิดว่าเราไม่ได้เอาไป คิดดังนั้นแล้วนายแดงก็จัดการเขียนป้ายมาปักไว้ที่หลุมว่า"เงินหนึ่งพันบาทในหลุมนี้นายแดงไม่ได้เอาไป"

ทำดีได้ดี

ครูกล่าวกับนักเรียนในชั้น "นักเรียนทุกคนควรทำสิ่งที่ดีวันละอย่าง"วันรุ่งขึ้นครูถามนักเรียน "สมชาย เมื่อวานนี้เธอทำความดีอะไร""ผมจูงหญิงแก่ข้ามถนนครับ" สมชายตอบ
"ดีมากสมชาย แล้วเธอล่ะ? สมศักดิ์""ผมช่วยสมชายจูงหญิงแก่ข้ามถนนครับ" สมศักดิ์ตอบ
"ดีมาก แล้วเธอล่ะ? สมรักษ์""คุณครูครับ ผมช่วยสมชายกับสมศักดิ์ จูงหญิงแก่ข้ามถนนครับ"
"เอ๊ะ แปลกจริง พวกเธอสามคนจูงหญิงแก่ข้ามถนนเหมือนกันเลยเหรอ?""ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยครับ" สมรักษ์รายงานครู"คือว่าหญิงแก่คนนั้นไม่อยากข้ามถนน ผมสามคนต้องช่วยกันออกแรงถึงฉุดแกข้ามถนนไปได้............."

ความรู้ท่วหัวเอาตัวไม่รอด

นักศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง ได้ว่าจ้างเรือแจวให้พาข้ามฟากในขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดูมืดครึ้ม และลมเริ่มพัดจนน้ำกระฉอกเป็นระลอก
เรือแจวได้แล่นไปอย่างช้าๆ เมื่อเรือเข้าสู่กระแสน้ำเชี่ยว คนแจวเรือจึงต้องตั้งอกตั้งใจแจวอย่างระมัดระวัง ฝ่ายนักศึกษากำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตำราเล่มใหญ่ ในที่สุดนักศึกษาก็ละสายตาจากตำราเงยหน้ามองมาที่คนแจวเรือ
"ลุงเคยอ่านตำราประวัติศาสตร์บ้างไหม?" นักศึกษาถามขึ้น
"ไม่เคยเลยครับ" คนแจวเรือจ้างตอบเบาๆ
"งั้นลุงก็พลาดโอกาสอย่างน่าเสียดาย ในหนังสือประวัติศาสตร์นะลุง เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอ่านมีเรื่องของกษัตริย์และราชินีในอดีต เรื่องของสงคราม การต่อสู้ ทำให้เรารู้ว่าคนในสมัยโบราณใช้ชีวิตกันอย่างไร แต่งกายแบบไหน ประวัติศาสตร์จะบอกให้ทราบถึงความเจริญของชนชาติต่างๆทำไมลุงไม่อ่านประวัติศาสตร์บ้างเล่า?"
"ผมไม่เคยเรียนหนังสือครับ" คนแจวเรือตอบ
คนแจวเรือก็แจวเรือต่อไป นักศึกษาก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อไป คงมีแต่เสียงใบแจวกระทบพื้นน้ำเท่านั้น
ผ่านไปสักครู่ นักศึกษาก็ถามคนแจวเรือขึ้นอีก "ภูมิศาสตร์เล่าลุง เคยอ่านบ้างไหม?"
"ไม่เคยเลยครับ"
"ภูมิศาสตร์ เป็นวิชาที่สอนให้เรารู้จักกับโลกและประเทศต่างๆ กระทั่งภูเขา แม่น้ำ ลม พายุ ฝนภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าศึกษามาก ลุงไม่รู้จักวิชานี้เลยรึ?"
"ไม่เคยเลยครับ" คนแจวเรือตอบ
นักศึกษาส่ายหน้า"ไม่รู้จักวิชานี้ ชีวิตลุงไม่มีค่าอะไรเลย"
"วิทยาศาสตร์ละลุง เคยอ่านบ้างรึเปล่า"
"ไม่เคยอีกแหละคุณ"
"ลุงเป็นคนยังไงกันหือ? วิทยาศาสตร์ช่วยอธิบายถึงเหตุและผลต่างๆ ความก้าวหน้าของมวลมนุษย์ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์โดยตรง นักวิทยาศาสตร์เป็นบุคคลที่สำคัญยิ่งในโลกปัจจุบัน แต่ทว่าลุงไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย ชีวิตของลุงช่างมีค่าน้อยเหลือเกิน"
นักศึกษาปิดตำราของเขา และนั่งเงียบไม่ยอมพูดจาอีก ขณะนั้นเมฆดำได้แผ่ขยายเต็มท้องฟ้าลมเริ่มพัดแรง ฟ้าแลบแปลบปลาบ พายุกำลังจะมา และเรือก็ยังเหลือระยะทางอีกไกลกว่าจะถึงฝั่ง
คนแจวเรือแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "ดูเมฆนั่นซิคุณ พายุคงจะมาในไม่ช้า คุณว่ายน้ำเป็นไหมครับ?"
นักศึกษาพูดอย่างตกใจกลัว"ว่ายน้ำ ผมว่ายไม่เป็นหรอกลุง"
บัดนี้คนแจวเรือเป็นฝ่ายเลิกคิ้วมองนักศึกษาอย่างแปลกใจบ้าง และพูดว่า
"อะไรกัน คุณว่ายน้ำไม่เป็น คุณรอบรู้ออกมากมาย ประวัติศาสตร์เอยภูมิศาสตร์เอย และวิชาวิทยาศาสตร์คุณก็ออกคล่อง แต่ทำไมไม่เรียนว่ายน้ำด้วยเล่า อีกประเดี๋ยวเถอะ คุณจะรู้ว่าชีวิตของคุณไม่มีค่าเลย"
พายุพัดจัดขึ้น เรือลำน้อยถูกคลื่นและลมพัดโยนขึ้นๆลงๆในไม่ช้าก็ถูกคลื่นและพายุกระหน่ำจนเรือพลิกคว่ำคนแจวเรือจ้างว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย แต่ทว่านักศึกษาผู้น่าสงสารจมหายไปใต้กระแสน้ำอันไหลเชี่ยวนั้น

พ่อยอมแล้วลูก

นายดีเป็นคนบ้านนอก ส่งลูกชายไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ วันหนึ่งนายดีได้ไปเยี่ยมลูกชายลูกชายก็บอกพ่อว่า "พ่อมาอยู่กับผมที่กรุงเทพฯ พ่อจะทำอะไรตามสบายแบบอยู่ที่บ้านเราไม่ได้นะเพื่อความแน่ใจ พ่อเห็นผมทำอะไร ให้พ่อทำตามผมก็แล้วกัน"มีวันหนึ่ง ลูกชายต้องไปงานเลี้ยง จึงชวนนายดีไปด้วย นายดีแกทำอะไรไม่ค่อยถูกเพราะไม่เคยเข้างานสังคม แกจึงวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง กลัวว่าจะทำอะไรขายหน้าลูกชายขณะที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ด้วยกันนั้น นายดีก็จ้องมองลูกชายอยู่ตลอดเวลา ถ้าเห็นลูกชายทำอะไรแกก็จะทำตาม ตอนแรกเขาก็ยกอ้อยควั่นมาเสิร์ฟ ลูกชายก็หยิบอ้อยเข้าปากนายดีก็ทำตาม ต่างคนต่างกิน พอดูดจนน้ำอ้อยหมดก็เหลือแต่กาก ฝ่ายลูกชายก็เอาผ้าเช็ดปากมาปิดปากแล้วคายกากอ้อยออก ตอนนั้นนายดีไม่ได้สังเกตุ คิดว่าลูกชายเช็ดปากเฉยๆนายดีก็เคี้ยวกากอ้อยต่อไปอยู่พักใหญ่ ก็ไม่เห็นลูกชายคายกากอ้อยออกมา แกคิดในใจ"เอ..มันคายกากอ้อยไว้ที่ไหนนะ ใต้โต๊ะก็ไม่มี หรือมันจะกลืนลงท้องไปแล้ว"ดังนั้นแกจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่า "เอา..กลืนก็กลืน" เมื่อกลืนไปแล้วกากอ้อยก็ติดคอนายดีจึงต้องดื่มน้ำตามมากๆ กว่ากากอ้อยจะลงคอไปได้ แกก็ต้องกินน้ำไปตั้งหลายแก้วต่อมาเขาก็นำขนมจีนมาเสิร์ฟ ฝ่ายลูกชายก็ตักขนมจีนมากิน นายดีก็ทำตามระหว่างที่กินอยู่นั้น ลูกชายก็เกิดสงสัยว่า ตอนที่พ่อกินอ้อยนั้น พ่อเอากากไปทิ้งที่ไหนมองไปที่นายดีนั่งอยู่ก็ไม่เห็นมีกากอ้อยอยู่เลย ลูกชายจึงถามขึ้นว่า"พ่อ..ตอนที่พ่อกินอ้อยนะ พ่อเอากากไปไว้ที่ไหน ทิ้งเรี่ยราดไม่ได้นะพ่อ""ข้ากลืนเข้าไปนะซิ เพราะข้าไม่เห็นแกคายกากออกมาเลย"ฝ่ายลูกชายพอได้ยินก็นึกขำจนกลั้นไม่อยู่ ก็เลยสำลักขนมจีน เส้นขนมจีนก็ออกมาทางจมูก นายดีเห็นดังนั้นก็พูดขึ้นว่า"พ่อยอมแล้วลูก อย่างนี้พ่อทำตามไม่ได้หรอก" นายดีพูดพร้อมกับยกมือไหว้ลูกชายของ

สมเหตุสมผล

มีชายคนหนึ่งมีอาชีพตัดฟืน ระหว่างเดินทางไปตัดฟืนได้เดินผ่านบ้านของชายผู้หนึ่งซึ่งเลี้ยงสุนัขเอาไว้ จู่ๆสุนัขได้กระโจนเข้าใส่เขา เขาจึงใช้ขวานจามสุนัขตาย เจ้าของสุนัขจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาล
ผู้พิพากษาถามชายตัดฟืน: "ทำไมท่านถึงฆ่าหมาตาย?""เพราะว่าหมามันโถมเข้าหาข้า ข้าจำเป็นต้องป้องกันตัว ข้าจึงควงขวานแล้วจามมันตาย" ชายตัดฟืนตอบ
ผู้พิพากษาถามอีก: "แล้วทำไมท่านไม่หันด้ามขวานไปข้างหน้าละ?"
ชายตัดฟืนตอบ "ถ้าหมามันคิดจะกัดข้าด้วยหางของมัน ข้าก็ควรหันด้ามขวานไปข้างหน้าแต่มันแยกเขี้ยวกระโจนเข้าใส่ข้า ข้าหันคมขวานเข้ารับมันจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้ว

ความยุติธรรม

มีครอบครัวหนึ่งพ่อชื่อทอง แม่ชื่อเข็ม นายทองมีลูกสาวสวยอยู่ 2 คนคนพี่ชื่อกอง คนเล็กชื่อผอง ปกตินายทองเป็นคนที่หวงลูกสาวมาก สาวกองและสาวผองมักจะมีหนุ่มมาจีบสับเปลี่ยนวันกันประจำ คือถ้าวันนี้เป็นของสาวกองพรุ่งนี้ก็เป็นวันของสาวผอง พวกหนุ่มๆในหมู่บ้านนั้นก็เข้าใจ
แฟนของสาวกองนั้นดีดพิณ แฟนของสาวผองเป่าแคน แต่คืนวันนั้นได้ยินทั้งเสียงแคนและเสียงพิณ พี่น้องเลยเกี่ยงกันเข้านอน นายทองจึงโมโหไล่ลูกสาวเข้านอนทั้งสองคนหนุ่มๆก็ไม่พอใจ พอตกดึกหนุ่มหนึ่งเลยแอบขึ้นไปบนบ้านแล้วขี้ใส่ไว้บนเขียงในครัวพี่น้องตื่นขึ้นมาตอนเช้าต่างก็เกี่ยงกันทำความสะอาด ต่างก็โทษว่าแฟนของอีกฝ่ายเป็นคนขี้ พ่อแม่ได้ยินจึงลุกออกมาดู นายทองเดินไปเอามีดโต้มาแล้วฟันฉับลงไปตรงกลางขี้พร้อมกับพูดว่า"อีกองเมี่ยนส่วนนี้ อีผองเมี่ยนส่วนนั้น แม่มึงล้างเขียง กูสิล้างมีด

ผู้ติดตาม