แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องน่ารักๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องน่ารักๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ศิลปะในการขอทาน

ชายคนหนึ่งขับรถเข้าไปในเมืองซึ่งเป็นเวลาพลบค่ำ ขณะที่ขับรถมานั้นเขาสังเกตุเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังถือตะเกียงเดินก้มๆ เงยๆอยู่ เหมือนจะหาอะไรในพงหญ้าข้างถนนนั้นด้วยความสนใจ เขาจึงหยุดรถแล้วเดินตรงเข้าไปถามหญิงชรานั้นว่า"นี่ยาย ยายกำลังก้มหาอะไรอยู่หรือ""อ๋อ...ยายกำลังหาเหรียญบาทที่ทำตกลงไปในพงหญ้านี้ ยายหามาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วหาเท่าไรก็หาไม่เจอสักที พ่อหนุ่มจะช่วยยายหาหรือ" หญิงชราพูด
ด้วยความสงสารชายหนุ่มจึงควักเงิน 10 บาทออกมา แล้วยื่นให้แก่หญิงชราพร้อมกับพูดขึ้นว่า "เอาเงิน 10 บาทนี้ไปก็แล้วกันนะยาย เหรียญบาทคงหาไม่เจอแล้ว"เมื่อรับเงินจากชายหนุ่ม หญิงชรากล่าวขอบใจแล้วก็ดับตะเกียงจากไปชายหนุ่มคนนั้นก็ขับรถเข้าไปทำธุระในเมือง เมื่อทำธุระเสร็จแล้วเขาก็ขับรถออกมาตามเส้นทางเดิม เขาประหลาดใจมากที่ได้เห็นหญิงชราคนหนึ่ง กำลังจุดตะเกียงส่องหาอะไรบางอย่างในพงหญ้าข้างถนน ด้วยความสงสัยเขาจึงหยุดรถแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ๆเขาก็จำได้ทันทีว่า หญิงชราคนนี้ ก็คือหญิงชราคนเดิมที่เขาให้เงินไป 10 บาทเมื่อตอนหัวค่ำนั่นเอง เขาจึงถามหญิงชรานั้นว่า "นี่ยาย...ยายทำเงินตกหายอีกแล้วรึ"หญิงชราเงยหน้าขึ้น ก็จำชายหนุ่มผู้ใจดีคนนี้ได้ จึงตอบไปว่า"ใช่แล้วหลาน...แต่หลานชายไม่ต้องควักเงินให้ยายอีกนะ""ทำไมละยาย" ชายหนุ่มสงสัย"นี่มันเป็นกลวิธีในการขอทานที่ได้ผลดีที่สุด...ขอบใจสำหรับเงิน 10 บาทนะหลานเอ๊ย"พูดจบหญิงชราก็เดินจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มมึนงงอยู่ตรงนั้นเอง
" ทุกอาชีพต่างก็มีกลวิธีในการทำมาหากินของตนเองแล้วแต่ใครจะใช้ช่องทางใด แต่ก็ควรใช้วิธีที่สุจริต...นะจ๊ะ นะจ๊ะ

ใครโง่กว่ากัน

มีชายสองคนพี่น้อง คนพี่ชื่อดำเป็นคนขยันทำมาหากิน เงินทองที่หามาได้ก็รู้จักใช้จ่ายจนมีเงินเก็บอยู่บ้าง ส่วนคนน้องชื่อแดงเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เอาใจใส่ต่อการทำงาน ได้เงินมาก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่มีเงินเก็บหอมรอมริบ คอยแต่เบียดเบียนนายดำผู้พี่ ยิ่งไปกว่านั้นถ้านายดำเผลอเมื่อไหร่ เป็นอันต้องถูกนายแดงขโมยเงินเสมอ ไม่ว่านายดำจะซุกซ่อนเงินไว้ตรงไหนอยู่มาวันหนึ่งนายดำต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน จึงคิดหาวิธีที่จะซ่อนเงินที่มีอยู่หนึ่งพันบาทให้มิดชิดที่สุด คิดอยู่นานก็หาที่ซ่อนไม่ได้ จะเอาซ่อนตรงไหนๆ ก็เกรงว่านายแดงจะมาขโมยไปในที่สุดก็ตัดสินใจขุดหลุมฝังซ่อนไว้ดีกว่า จึงลงจากเรือนคว้าจอบใส่บ่าเดินออกหลังบ้านแล้วขุดหลุมเอาเงินห่อกระดาษใส่ลงก้นหลุม เอาดินกลบและดูความเรียบร้อย ดูไปดูมานายดำก็คิดว่า"นี่ถ้านายแดงมาเห็นรอยเรากลบหลุมไว้อย่างนี้ คงต้องรู้ว่าเราฝังเงินเอาไว้แน่"พลันความคิดของนายดำก็เกิดขึ้น เอาอย่างนี้ดีกว่าเราเขียนป้ายมาปักไว้ที่หลุมนี้ว่า"เงินหนึ่งพันบาทของนายดำ ไม่ได้อยู่ในหลุมนี้" นายแดงก็คงจะไม่สงสัยเป็นแน่คิดแล้วนายดำก็จัดการเขียนป้ายดังกล่าวมาปักไว้ที่หลุม เสร็จแล้วก็จัดแจงแต่งตัวออกจากบ้านไปฝ่ายนายแดงหลังจากเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่หลายวัน จนเงินหมดจึงกลับบ้าน ไม่พบพี่ชายจึงได้โอกาสเหมาะเที่ยวค้นหาเงิน เชื่อว่าพี่ชายจะต้องซ่อนไว้ที่ไหนซักแห่งแน่ ค้นหาบนบ้านอยู่นานก็ไม่พบ จึงเดินลงจากเรือนไปค้นตามหลังบ้าน ก็พบป้ายหนึ่งเขียนไว้ว่า"เงินหนึ่งพันบาทของนายดำไม่ได้อยู่ในหลุมนี้"เมื่อนายแดงอ่านป้ายดูแล้วก็เกิดความสงสัยว่า เมื่อไม่มีเงินแล้วจะเขียนป้ายบอกไว้ทำไมจึงลงมือขุดดู ก็พบเงินที่ซ่อนไว้ เมื่อได้เงินมาแล้วนายแดงเกิดนึกขึ้นได้ว่า ถ้าพี่ชายกลับมาเห็นเงินในหลุมหายไปก็คงโทษเราแน่ อย่ากระนั้นเลยเราเขียนป้ายปักไว้ดีกว่า เมื่อพี่ชายมาเห็นจะได้คิดว่าเราไม่ได้เอาไป คิดดังนั้นแล้วนายแดงก็จัดการเขียนป้ายมาปักไว้ที่หลุมว่า"เงินหนึ่งพันบาทในหลุมนี้นายแดงไม่ได้เอาไป"

อ้อยกับลูกสาวคหบดี

กาลนานมาแล้ว ในสมัยที่โลกยังไม่มีแปรงสีฟันใช้นั้น มีคหบดีผู้หนึ่งมีความรักใคร่เอ็นดูบุตรสาวของตนมาก เพราะบุตรสาวของเขานั้นเป็นหญิงที่งามทั้งใบหน้า และกริยา
วันหนึ่งเห็นว่าบุตรสาวของตนชักจะมีขี้ฟันมากเกรอะกรังอยู่ไรฟันเต็มไปหมดเวลาพูดจาหรือเข้าใกล้ก็มีกลิ่นเหม็นคลุ้ง คหบดีผู้นั้นคิดว่าถ้าจะปล่อยให้สภาพการณ์เป็นเช่นนี้ไม่ดีแน่ นอกจากพวกหนุ่มๆที่เข้ามาติดตอมจะเอือมระอาแล้ว ย่อมเป็นที่รังเกียจของสังคมด้วย แต่ก็ไม่กล้าบอกบุตรสาวตรงๆเพราะเกรงบุตรสาวจะอับอายจึงได้หาอุบายโดยบอกให้บุตรสาวไปหาอ้อยมากินให้มากๆ เพื่อผิวพรรณจะได้สวยงามยิ่งขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วอ้อยเหล่านั้นจะได้ช่วยแปรง และแทะขี้ฟันให้หลุดไปได้

เขาจึงได้ให้เงินลูกสาวเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ไปหาซื้ออ้อยที่สวนข้างๆบ้านมาไว้กินแต่ขณะที่บุตรสาวเดินไประหว่างทางยังไม่ทันถึงสวนอ้อย เห็นพ่อค้าหาบเผือกต้มสวนทางมาหล่อนอยากกินเป็นกำลัง จึงซื้อเผือกกินเสียจนหมดเงินแล้วจึงเดินกลับบ้าน
บิดาเห็นหล่อนเดินมาแต่ไกลจึงนึกดีใจว่าขี้ฟันของลูกสาวตนคงหมดเกลี้ยงดีแล้วแต่ที่ไหนได้พอหล่อนเผยอยิ้มเท่านั้น ขี้ฟันกลับพอกพูนเกรอะกรังส่งกลิ่นตลบยิ่งขึ้นเพราะเผือกได้เข้าไปจับเกาะเต็มไปหมด คหบดีผู้นั้นเกือบล้มทั้งยืน
เห็นแต่ไกล[ คงกินอ้อยแล้ว ]ใกล้เข้ามา[ ขี้ฟันคงหมดแล้ว ]
[ ชัดเลย...หึ่งเชียว ]
คหบดีจึงถามบุตรสาวว่า "อีหนู เอ็งไม่ได้ไปซื้ออ้อยกินหรอกหรือ?"
"เปล่าจ้ะพ่อ ฉันนึกอยากกินเผือกต้ม เลยซื้อกินเสียอิ่ม" บุตรสาวตอบ
"ชะอีเวร นี่เองขี้ฟันจึงมากขึ้นตั้งบุ้งกี๋"
บุตรสาวได้ยินดังนั้นจึงทราบถึงอุบายของบิดา ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจึงหมั่นซื้ออ้อยกินทุกๆวัน ฟันจึงสอาดหมดจดยิ่ง

แม่ยายเกลียดลูกสะใภ้

สีมากำพร้าพ่ออยู่กับแม่สองคนพอโตเป็นหนุ่มก็แต่งงานในครอบครัวก็รักใคร่กันดี แต่สาวๆที่ผิดหวังจากสีมาอิจฉาจึงยุแหย่แม่ผัวให้เกลียดลูกสะใภ้ตอนแรกลูกสะใภ้ก็ไม่โต้ตอบเวลาแม่ผัวดุด่านานเข้าก็โต้ตอบไปบ้าง ทำให้สีมาหนักใจคิดหาวิธีให้ทั้งสองปรองดองกัน จึงบอกแม่ว่าจะฆ่าเมียตัวเองให้เพื่อให้แม่สบายใจ
แต่ก่อนจะฆ่าให้แม่ทำดีกับลูกสะใภ้สัก 15 วันก่อน และก็ไปบอกเมียให้ทำดีกับแม่ 15 วันเช่นกันแล้วจะฆ่าแม่ให้ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองต่างทำดีต่อกัน จนเกิดรักใคร่กันจริงๆพอครบ 15 วันสีมาทำท่าจะฆ่าเมียแม่ก็เข้าห้ามไว้พอจะฆ่าแม่เมียก็ห้ามไว้สีมาจึงเอาเคียวเก็บที่เดิมพร้อมยิ้มอย่างสุขใจที่แก้ปัญหาลูกสะใภ้กับแม่เกลียดกันได้สำเร็จ

อ่านแล้วน่ารักดีบิดาภูมิใจแย่เลย

ชาวนาผู้หนึ่งมีบุตรสาวอยู่สองคน วันหนึ่งอยากจะทดลองปัญญาของบุตรทั้งสองจึงส่งแตงโมให้บุตรทั้งสอง 1 ใบ โดยบอกว่าให้ทั้งสองไปแบ่งกันกินให้เท่าๆกันเพื่อจะได้ไม่ต้องโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องได้มากได้น้อย ถ้าแบ่งไม่ได้เท่าๆกันเกิดทุ่มเถียงกันขึ้นเมื่อใด ก็จะต้องถูกลงโทษทั้งสองคนเด็กทั้งสอง เมื่อได้รับแตงโมมาแล้วไม่รู้ว่าจะผ่าแบ่งกันอย่างไรจึงจะได้ส่วนเท่าๆกันด้วยเกรงจะต้องถูกทำโทษ ในที่สุดจึงตกลงกันในวิธีการดังนี้ โดยที่เด็กทั้งสอง เห็นว่าเป็นวิธีที่ยุติธรรม คือ ถ้าหากใครเป็นผู้ผ่าแตงโมออกเป็นสองซีก ผู้นั้นจะต้องเป็นฝ่ายเลือกทีหลัง และจะต้องยอมให้ฝ่ายที่ไม่ใช่เป็นคนผ่าเลือกก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนผ่าลำเอียง โดยผ่าเป็นชิ้นโตชิ้นหนึ่งและชิ้นเล็กชิ้นหนึ่ง แล้วคนผ่ารีบเลือกเอาชิ้นโตเป็นของตนเองเสียก่อนเมื่อเด็กทั้งสองได้ผ่าแตงโมแบ่งกันเสร็จแล้ว จึงรีบวิ่งไปเล่าให้บิดาฟัง บิดามีความพอใจในสติปัญญาของเด็กทั้งสองนั้นมาก

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กล่องความสุขของหนูดี

เคล็ดลับเผชิญทุกข์ของ หนูดี วนิษ เรซ ข้อแรก ร้องไห้ ข้อสอง หาแม่ ข้อสาม ตั้งสติแล้วทำใจ ที่สำคัญต้องไม่กลัวตอนนี้ หนูดี-วนิษา เรซ กำลังออกไปเปิดโลกทัศน์ใหม่ นั่งเรียนวิชาแฟชั่นที่ Marangoni ในปารีส อีก 1 เดือนถึงจะกลับเมืองไทย... เป็นกฎอย่างหนึ่งของเจ้าตัวว่า ในแต่ละปีต้องหาเวลาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เมื่อต้นปีหนูดีเพิ่งไปเข้าอบรมหลักสูตรเพาะเห็ดอยู่ 5 วันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะเคยฝันไว้ว่าอยากเป็นเจ้าของฟาร์มเห็ด ตอนนี้หลังจากทำงานจนพีคสุด เสร็จสิ้นภารกิจวางแผงและเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ลำดับล่าสุด "อัจฉริยะสร้างสุข" เธอเลยให้รางวัลตัวเองรอบใหม่ พักสมองไปเรียนรู้เรื่องแฟชั่นและการแต่งตัว เพราะรู้ตัวดีว่ายังเลือกเสื้อผ้าไม่ค่อยเก่งเมื่อเดือนมิถุนายน "อัจฉริยะสร้างสุข" ถูกพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 อีก 50,000 เล่ม หลังจากยอดพิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 100,000 เล่ม ทั้งๆ ที่เพิ่งจะวางแผงไปได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว และขึ้นแท่นติดอันดับหนังสือขายดีอันดับท็อปของร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์...ดูเหมือนว่าแฟชั่น "หิวความสุข" กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในทุกมุมโลก"หนังสือเล่มนี้อยู่ในใจหนูดีมานาน เพราะว่า คนเราต่อให้เก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีความสุข ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก่ง"หนังสือเล่มนี้อยู่ในหัวมานาน 3 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยยังสะพายเป้ไปเข้าห้องเรียนวิชา "วิทยาศาสตร์แห่งความสุข" ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เธอตั้งใจว่าอยากนำความรู้ที่ค้นพบจากงานวิจัยเกี่ยวกับความสุขและสมองมาเล่าสู่กันฟัง ทำอย่างไรคนธรรมดาๆ ที่ต้องใช้ชีวิตธรรมดาๆ ถึงจะมีความสุขขึ้นได้บ้าง คิดอย่างไรจึงจะทำให้สมองสร้างความสุขได้ดีกว่าเดิม เราจะฝึกสมองของเราอย่างไรดี ฯลฯเธอหวังว่า อย่างน้อยที่สุดคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ น่าจะกลัวความทุกข์น้อยลง หันมาปรับขนาดกล่องความสุข พอใจในสิ่งธรรมดาที่สุดว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและพิเศษที่สุดในชีวิตแล้ว เพียงเท่าที่เรามีอยู่ในชีวิต นั่นก็เพียงพอที่จะสร้างความสุข"จากจุดเริ่มต้นของเม็ดทรายที่หลุดเข้ามาในเปลือกหอยมุก เคยเป็นสิ่งแปลกปลอมที่น่ารำคาญ หอยมุกจึงสร้างเคลือบมันวาวออกมาห่อหุ้มเม็ดทรายจนในที่สุดกลายเป็นไข่มุกเม็ดงาม ถ้าเราเรียนรู้และค้นพบ เปลี่ยนความอึดอัดในชีวิตให้กลายเป็นสิ่งสวยงามได้เหมือนกับไข่มุกย่อมเป็นสิ่งที่ดี"หนังสือเล่มนี้เล่าถึงคู่มือดูแลสมองให้ฉลาดและความสุข แต่สำหรับความทุกข์แล้ว หนูดีมีวิธีจัดการความทุกข์ของตัวเองอย่างไรเธอหัวเราะอารมณ์ดี บอกว่า เวลาทุกข์ใจอย่างแรกเลยคือ ร้องไห้ไว้ก่อน"สิ่งหนึ่งที่เป็นความโชคดี คือหนูดีได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติธรรม สายที่ฝึกเป็นสายที่พยายามไม่ยึดติดสุข ขณะเดียวกันก็ไม่กลัวทุกข์ เป็นการฝึกปล่อยวาง แต่แน่นอนว่าเรายังไม่ได้บรรลุขนาดนั้น ถ้ามีความทุกข์อันดับแรกเลยคือร้องไห้ก่อน"อันดับที่สองคุยกับแม่ อันดับต่อมาคือตั้งสติแล้วก็ทำใจ (หัวเราะ) จริงๆ แล้ว ชีวิตหนูดีเคยเจออะไรที่เรียกว่าเป็นความทุกข์มาเยอะมากนะคะ แต่ถ้ามองย้อนชีวิตในวัยที่เปลี่ยนไป มุมมองก็เปลี่ยนไป เลยกลัวความทุกข์น้อยลง เอาแค่ไม่กลัวความทุกข์ หนูดีว่าชีวิตก็มีความสุขแล้วนะ" เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้มสดใสเช่นเคย

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรื่องน่ารักๆอย่างโปรแกรมความรักลองดู

ช่างเทคนิค : ฮัลโหล สวัสดีครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ

ลูกค้า : ดิฉันได้นั่งนึกดูแล้วคิดว่า โปรแกรมความรัก นี่ก็น่าสนใจ ดีนะคะ คุณช่วยกรุณาแนะนำดิฉันหน่อยได้ไหมคะว่าจะลงโปรแกรมนี้ยังไง

ช่างเทคนิค : ด้วยความยินดีครับ ไม่ทราบว่าพร้อมที่จะลงโปรแกรม หรือยังครับ

ลูกค้า : อืม... ไม่รู้เหมือนกันคะ บอกตามตรงว่าดิฉันไม่ค่อยรู้ เรื่องคอมพิวเตอร์เท่าไร แต่ดิฉันคิดว่าน่าจะพร้อมคะ ไม่ทราบว่าต้องเริ่มทำยังไงบ้างคะ

ช่างเทคนิค : อันดับแรกเลยคุณต้องเปิดใจคุณก่อนครับ

ลูกค้า : ไม่มีปัญหาคะ แต่ว่าตอนนี้ฉันเปิดใช้โปรแกรมอื่นอยู่ด้วย ไม่ทราบว่าจะมีปัญหาในการติดตั้งไหมคะ ถ้าฉันไม่ได้ปิดโปรแกรมพวกนี้

ช่างเทคนิค : ไม่ทราบว่าโปรแกรมอะไรหรือครับที่กำลังเปิดใช้งานอยู่

ลูกค้า : เดี๋ยวขอดิฉันดูนิดนึงนะคะ อืม... ก็มีโปรแกรม "ความเจ็บปวดในอดีต" "การไม่เห็น คุณค่าของตัวเอง", "ความริษยา", "ความขุ่นเคือง" และก็ "โปรแกรมความโกรธ" ทั้งหมดที่เปิดก็มีเท่านี้คะ

ช่างเทคนิค : ไม่มีปัญหาครับ โปรแกรมความรักจะค่อยๆลบความเจ็บปวดในอดีตออกจากระบบปฏิบัติการครับ มันอาจจะคงอยู่ในหน่วยความทรงจำแต่ว่าจะไม่รบกวนการทำงานของโปรแกรมอื่นๆครับไม่ต้องกังวล สำหรับโปรแกรมการไม่เห็นคุณค่าของตัวเองนั้นจะค่อยๆหายไปเอง เพราะส่วนประกอบส่วนหนึ่งของโปรแกรมความรัก คือการเห็นคุณค่าของตนเอง ส่วนนี้จะค่อยๆเข้ามาแทนที่อย่างช้าๆ จนการไม่เห็นคุณค่าตัวเองหมดไป แต่ว่าคุณเองจะต้องปิดโปรแกรมความริษยา ความขุ่นเคืองและ ความโกรธลง เพราะโปรแกรมพวกนี้จะขัดขวางไม่ให้โปรแกรมความรักสามารถติดตั้งได้ รบกวนช่วยปิดโปรแกรมพวกนี้ ก่อนได้ไหมครับ

ลูกค้า : บอกตามตรงเลยนะคะ ดิฉันไม่รู้จริงๆคะว่าจะปิดโปรแกรมพวกนี้ยังไง

ช่างเทคนิค : เข้าไปที่ Start Menu นะครับแล้วเรียกโปรแกรมการให้อภัยขึ้นมา ต้องเปิดโปรแกรมนี้เรื่อยๆจนกว่าความริษยา, ความขุ่นเคืองและก็ความโกรธจะถูกลบออกไปจนหมด

ลูกค้า : ได้คะ.... เสร็จแล้วคะ ตอนนี้โปรแกรมความรักเริ่มที่จะติดตั้งอัตโนมัติแล้วคะ แต่เอ.. นี่เป็นปกติของโปรแกรมใช่ไหมคะที่ติดตั้งด้วยตัวมันเอง

ช่างเทคนิค : ใช่ครับ แต่อย่าลืมนะครับว่านี่เป็นเพียงโปรแกรมพื้นฐานเท่านั้น คุณจะต้องติดต่อกับหัวใจดวงอื่นๆเพื่อที่จะได้ upgrade โปรแกรมความรักให้มี version ที่สูงขึ้น

ลูกค้า : อุ้ย.... มีข้อความผิดพลาดขึ้นที่หน้าจอ บอกว่า "โปรแกรมไม่สามารถติดต่อออกไปสู่ภายนอกได้" ดิฉันควรทำยังไงดีคะ

ช่างเทคนิค : ไม่ต้องตกใจครับ นั่นแสดงว่า ตอนนี้โปรแกรมความรักได้ติดตั้งอยู่ภายในใจคุณเรียบร้อยแล้วครับ แต่ที่โปรแกรมยังไม่สามารถใช้งานได้ ก็เพราะว่าคุณต้องเริ่มรักตัวคุณเองก่อน จากนั้นคุณถึงจะรักคนอื่นได้

ลูกค้า : แล้วดิฉันควรจะทำยังไงคะ

ช่างเทคนิค : คุณช่วยเลื่อนการยอมรับตัวเองลงมาหน่อยได้ไหมครับ จากนั้นให้คลิกที่ไฟล์ "การยกโทษให้ตนเอง" "การรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง" และ "การยอมรับถึงความจำกัดในตัวคุณ"

ลูกค้า : ได้คะ... เสร็จแล้วคะ

ช่างเทคนิค : OK ครับ. จากนั้นก็ Copy ไฟล์พวกนี้เข้ามาในไดเร็กทอรี่ >"ใจฉัน" ระบบจะทำการจัดการไฟล์ที่มีปัญหารวมทั้งแก้ไขโปรแกรมต่างๆที่มีข้อผิดพลาด แต่ว่าคุณจะต้องลบไฟล์ "การพูดถึงตัวเองในแง่ลบ" และ "ไฟล์การตัดสินผู้อื่น" ออกจากทุกๆไดเร็กทอรี่นะครับ และอย่าลืมเข้าไปลบอีกที ใน Recycle Bin นะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าไฟล์พวกนี้ถูกลบจนหมดและไม่มีทางกลับเข้ามาทำความยุ่งยากได้อีก

ลูกค้า : ทราบแล้วคะ เอ๊ะ!! มีไฟล์ใหม่ๆเกิดขึ้นในหัวใจตั้งเยอะคะ " ยิ้ม " กำลังวิ่งเล่นอยู่บนหน้าจอ "สันติสุข" และ "ความยินดี" กำลัง Copy ตัวเองอยู่ทั่วไป ภายในใจฉัน นี่เป็นปกติหรือเปล่า คะ

ช่างเทคนิค : ครับ บางครั้งสำหรับบางคน อาจต้องใช้เวลาหน่อย แต่ท้ายที่สุด สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ตอนนี้โปรแกรมความรักได้ติดตั้งและเปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ มีอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกก่อนที่จะวางสายครับ ความรักเป็นโปรแกรมให้เปล่า อย่าลืมแบ่งปันให้คนอื่นนะครับ ความรักที่คุณให้ไปจะไม่เหมือนกันในแต่ละคน และความรักนี้จะถูกส่งต่อไปยังคนอื่นๆและส่วนหนึ่งก็จะกลับคืนมาสู่ตัวคุณด้วย และเมื่อนั้น ความรักของคุณก็จะมีการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

ลูกค้า : ดิฉันให้สัญญาคะว่าจะแบ่งปันโปรแกรมความรักให้กับคนอื่นๆ รบกวนขอทราบชื่อของคุณหน่อยได้ไหมคะ

ช่างเทคนิค : เรียกผมว่า"ผู้ชันสูตรจิตใจ" หรือ "เราเป็น"(I AM) ก็ได้ครับ คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาจะต้องไปตรวจสุขภาพจิตใจปีละครั้ง เพื่อให้หัวใจเขามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แต่ผู้ที่สร้างใจ(ผมเอง)ขอแนะนำว่าไม่จำเป็น เพียงแต่คุณคอยหมั่นดูแลความรักให้คงอยู่ในแต่ละวันก็เพียงพอแล้วครับ

ผู้ติดตาม