แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อ่านจากฟอร์เวิร์ดเมลเนื้อหาดี

สายน้ำจะไม่มีวันไหลย้อนกลับ
>เรื่องอ่านยาว ๆ แต่ดี ((อีกแล้ว)) อ่านไว้เตือนใจตัวเอง
>คัดลอกมาจากบอร์ดแห่งนึง ลองอ่านกันดู
>วันนี้ตื่นเช้าหน่อยทั้งที่เมื่อคืนก็นอนดึก
>แต่ว่ามีงานหลายอย่างรออยู่ เลยต้องรีบตื่น
> ทำงานแต่เช้า ข้าวเช้าไม่ได้ทาน กว่าจะนึกขึ้นได้ก็เที่ยง
>เลยไปทานรวบยอด ข้าวหน้าเป็ด1จานกับบะหมี่แห้งอีก1ชาม
>คงอยู่ได้ถึงเย็น
>แล้วก็กลับมานั่งทำงานต่อ ไม่ได้ออกไปข้างนอก
>งานกว่าจะเสร็จก็ราวบ่าย2
>เลยไปนั่งคุยกับเพื่อนอยู่พักหนึ่ง คุยเรื่อยเปื่อย
>ไม่มีสาระอะไรสำคัญเท่าไหร่
>พอบ่าย 4 ก็ต้องออกไปเอาของ เห็นว่าไม่ไกลเท่าไหร่
>แล้วที่ๆจะไปรถก็ติด เลยขับมอเตอร์ไซค์ไป ก็ดี ใช้มอเตอร์ไซค์
>ค่าใช้จ่ายน้อยดี ขับไปเรื่อยๆจนรถมาติดไฟแดงที่แยกหนึ่ง
>คนขับมอเตอร์ไซค์อีกคัน มากับแฟนเขามาติดไฟแดงเหมือนกัน
>ดูข้าวของพะรุงพะรัง แล้วยังอุ้มลูกหมาอีก
> ผมก็ดูเขา เห็นหมาน่ารักดี มันเห็นผมมอง ก็เห่าตามประสาหมา
>เจ้าของที่เป็นผู้หญิงเลยมองหน้าผมยิ้มๆ พอไฟเขียวเขาก็ขับรถออกไป
>เขาขับเร็วกว่าผม แต่ผมขับไปเรื่อยๆ ยังคงเห็นเขาอยู่ไกลๆ อยู่
>แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่ง
>วิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถตู้คันที่ออกจากไฟแดงไปก่อนหน้า
>รถตู้เบรกเต็มที่จนรถปัด มอเตอร์ไซค์ผู้หญิงกับผู้ชายคนนั้น
>คงหันมาคุยกัน
>เพราะผมไม่เห็นไฟเบรกเขา จึงชนท้ายรถตู้เข้าไปอย่างแรง จนรถกระเด็น
>ผมรีบเร่งเครื่องตามไป พอไปถึงผู้ชายคนขับสลบไปเลย
>มีเลือดออกจากปากและจมูกมาเป็นลิ่มๆเยอะมาก ส่วนผู้หญิงก็สลบหัวแตก
>เพราะกระเด็นไปชนท้ายรถตู้ส่วนที่เป็นกระจก
>เขาทั้งคู่ไม่ได้ใส่หมวกกันน๊อก
>คนมามุงเยอะมาก ผมดูตามร่างกาย ทั้งคู่ท่าทางจะอาการหนักแน่
>เพราะเขาชนไปโดยที่แทบไม่ได้เบรกเลย
>ส่วนหมาตัวนั้นกลับไม่เป็นอะไรเท่าไหร่
>เพราะมันกระเด็นแล้วกลิ้งออกไป
>ผมจอดรถแล้วเดินลงมา มีคนพยายามจะอุ้มเขาไปที่ฟุตบาท
>ผมรีบห้ามทุกคนแตะต้องคนเจ็บ
>เพราะหลายครั้งที่คนเจ็บจะอาการหนักมาจาก
>คนที่ไม่มีความรู้ไปเคลื่อนย้ายเขา
>ผมเอามือถือออกมาโทร ผมไม่ทราบว่าตรงนั้นท้องที่ไหน
>เลยโทรไปที่191
>แล้วให้เขาช่วยแจ้งให้ ตอนโทรไปผมต้องบอกกับตำรวจว่าอาจจะเสียชีวิต
>ทั้งๆที่ผมเห็นเขาหายใจอยู่ ผมไม่ได้แช่งเขา แต่การที่ผมทำแบบนี้
>จะทำให้พวกตำรวจและรถมูลนิธิมาเร็วขึ้น
>คนมามุงเยอะมาก ผมต้องคอยห้ามทุกคนอย่าไป
>อุ้มคนเจ็บอยู่ตลอดเวลา หมาตัวนั้นท่าทางตกใจมาก
>วิ่งเข้าไปดมเจ้าของมันทั้งคนที่เป็นผู้ชายและผู้หญิงสลับกัน
>มันมองหน้าผมเหมือนจะไม่เข้าใจ
>ทั้ง 2 คน ผมคะเนอายุแล้วคงประมาณ 30 กว่า
>ผมเริ่มเก็บของที่ตกกระจายอยู่ที่พื้นกระจัดกระจายให้เขา
>ข้าวของเขาเยอะจริงๆ รถเริ่มติดมาก ส่วนใหญ่จะชะลอดู
>คนแถวนั้นมาช่วยไล่รถเพื่อไม่ให้รถติด
>ระหว่างที่ผมเดินไปเก็บของ ผมคิดอะไรไปด้วย
>ชุดนักเรียนอนุบาลเด็กผู้หญิงอยู่ในถุง เขาคงมีลูก อายุ4-5ขวบ
>ลูกเขาอยู่กับใครตอนนี้ คงรออยู่ที่บ้าน รอพ่อกับแม่กลับมา
>เปิดเทอมแล้วเขาคงซื้อเพิ่มให้ลูก
>ไข่ เขาซื้อมาจากตลาดราว 20 ใบ แตกหมดเลอะถนน
>เขาคงซื้อไปทำกับข้าวให้ลูกเขา
>เย็นนี้ลูกเขาคงไม่ได้ทานกับข้าวที่แม่เขาทำแล้ว
>นมผงกล่องสำหรับเด็ก1ขวบ ตราหมีรสน้ำผึ้ง
>เขามีลูกอีกคนคงราวขวบเดียว>คนนี้คงยังไม่รู้เรื่อง อาจจะเพิ่งหัดเดิน เด็กวัยนี้กำลังน่ารัก
>หัดพูดพ่อจ๋าแม่จ๋า
>เหมือนกับลูกของคนข้างบ้านที่ผมไปอุ้มเล่นบ่อยๆ
>ปืนเด็กเล่นแบบยิงแล้วมีเสียง
>เขาคงซื้อไปให้ลูกเขาเล่นท่าทางเขาเป็นคนรักลูก
>ตามประสาพ่อแม่ที่เห็นของเล่นก็จะซื้อให้ลูก
>แต่ปืนเด็กเล่นอันนี้ถูกรถทับแตกแล้ว ลูกเขาคงไม่ได้เล่นแล้ว
>สายจูงหมา อยู่ในถุง เขาคงจูงหมาไปเดินเล่นบ่อยๆ พรุ่งนี้ใครจะจูง
>เจ้าของหมานอนสลบอาการหนักอยู่ต่อหน้าผม
>รองเท้าเด็กแบบมีเสียงเวลาเดิน คงของลูกคนเล็กเขา
>เทปเพลง 2 ม้วน ถูกรถทับแตก
>ตุ๊กตาหมี อยู่ในถุง คงซื้อให้ลุกคนโต ไม่ถูกรถทับ
>เขาคงให้ลูกเขากอดเล่นเวลาที่กล่อมลูกให้หลับ
>ยาแก้ไอของเด็ก ลูกเขาคงเป็นหวัดอยู่เพราะช่วงนี้อากาศหนาว
>หนังสือคู่สร้างคู่สม คงของผู้หญิง
>เพราะผู้หญิงชอบอ่านหนังสือพวกนี้ แต่ผมเองก็ชอบ
>อาหารปลาอย่างถุง ที่บ้านเขาคงเลี้ยงปลาตู้ไว้ดูเล่น
>ข้าวของอย่างอื่น กระจัดกระจาย เต็มไปหมด ผมตามเก็บให้เขา
>ผมมาดูอาการเขาอีกที เขายังหายใจอยู่ ผมวางของที่ข้างๆตัวเขา
>มีเพจเจอร์หล่นอยู่ที่ข้างตัวเขา มันดังขึ้น ผมเอามากดอ่าน
>คนที่เรียกมามีข้อความว่า
>พรุ่งนี้ให้ไปเอาเอกสารที่สุขุมวิทก่อนเข้าออฟฟิศ
>เขาคงทำงานเป็นแมสเซ็นเจอร์ที่ไหนซักแห่ง
>ข้อความก่อนหน้านี้ เรียกมาว่า วันนี้กลับบ้านแล้วมารับด้วย
>จะพาเจ้าจูลี่ไปฉีดวัคซีนด้วย ผมมองไปที่หมาของเขา ลองเรียกมันว่า จูลี่
>มันกระดิกหางเดินเข้ามาเอา 2 ขาหน้ามาเกาะที่ขาผม
>มิน่าเขาไปตลาดถึงได้พาหมาไปด้วย เขาพาหมาไปฉีดวัคซีน
>แล้วตำรวจก็มาถึง ผมเอาของทุกอย่างให้ตำรวจแล้วบอกว่าของเขา
>รวมทั้งหมาตัวนั้นด้วย
>มันยังคงไปดมที่ปากเจ้านายมัน จนจมูกมันเลอะไปด้วย
>ผมมองเขาทั้ง 2 คนอีกครั้ง นึกในใจขออย่าให้เป็นอะไรมาก
>แล้วผมก็ไปธุระต่อ
>ผมขับรถไปก็คิดไปหลายอย่าง ขากลับราว 5 โมง ผมเสร็จงานแล้ว
>ผมขับรถมาจอดที่ใต้สะพานพุทธ เพราะยังไม่อยากกลับบ้าน ยังคงคิดถึง
>เรื่องราวเมื่อสักครู่ บนสะพานมีคนตกปลา
>ในแม่น้ำเรือบางลำก็แล่นทวนน้ำ
>บางลำก็แล่นตามน้ำ แต่สายน้ำยังคงไหลไปในทิศทางเดิม
>เคยมีคนกล่าวไว้ว่า the river of no return
>มันหมายถึงสายน้ำไม่ไหลกลับ
>เหมือนสายน้ำที่ไหลอยู่ต่อหน้าผมตอนนี้
>ถ้าเมื่อครู่เขาเบรกทัน ตอนนี้เขาทั้งคู่คงทำกับข้าว เล่นกับลูก
>จูงหมาเดินเล่น ให้อาหารปลา
>แต่ตอนนี้ล่ะ เขาทั้งคู่ ลูกเขาทั้ง 2 คน หมา ปลาในตู้ กำลังทำอะไร
>และคิดอะไรอยู่
>ชีวิตคนเราบางครั้งแค่เสี้ยววินาทีไม่ใช่แค่เปลี่ยนชีวิตของคนๆเดียว
>แต่กลับเปลี่ยนได้หลายชีวิตที่อยู่รอบข้างให้เกิดความเศร้าได้
>การพลาดอะไรบางครั้งในชีวิต
>ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรให้กลับมาดีได้เหมือนเดิม
>เหมือนกับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลกลับ
>จริงอยู่ที่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
>แต่ในบางครั้งก็สามารถแก้ไขและหลีกเลี่ยงได้
>ฉะนั้นจงใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทและจำไว้ว่า "สายน้ำจะไม่มีวันไหลย้อนกลับ"

เรื่องอ่านแล้วซึ้งกินใจ

Diary สีน้ำเงิน
เมื่ออาทิตย์ก่อนฉันได้รับพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งมาจากเพื่อนคนหนึ่ง...เพื่อนที่ฉันทำเค้าหล่นหายไปกับกาลเวลานานพอดู เกือบปีที่ไม่ได้เจอะเจอกันเลย
ครั้งสุดท้ายฉันรู้จากเพื่อนอีกคนเพียงว่าเค้าป่วยและลาออกจากงาน แล้วพาตัวเองหนีความวุ่นวายของสังคมเมืองกลับไปช่วยกิจการของที่บ้าน..ที่เกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดตราด ฉันแกะกล่องพัสดุ แล้วฉันก็ได้พบ Diary สีน้ำเงินเล่มหนา ที่ดูเหมือนผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก พร้อมกับข้อความที่เขียนด้วยปากกาเส้นเล็กๆว่า สำหรับความรู้สึกที่ดีของความเป็นเพื่อน .. พร้อมกับลายเซ็นของตัวเอง นี่มัน Diary ของฉันที่เคยเขียนไปได้เพียงครึ่งหน้าและได้ให้กับเพื่อนคนนี้ไปในวันหนึ่งที่ฉันได้รู้เรื่องราวไม่สบายใจของเขา และพบว่า ที่เขาเล่าให้ฉันฟังมันไม่ใช่ความทุกข์ที่เขาอยากจะระบายออกมาทั้งหมด ฉันเลยแนะนำให้เขาเขียนในสิ่งที่เขาอยากอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้และให้บรรยายมันลงใน Diary ของฉันเล่มนี้ แล้วบอกเขาด้วยว่า ถ้าวันหนึ่งเขาไว้ใจเพื่อนอย่างฉัน เขาคงเล่าความทุกข์ของเขาทั้งหมดให้ฉันได้รับรู้..ฉันพลิกดู Diary สีน้ำเงินเล่มนี้อย่างคร่าวๆ..จากหน้าแรกจนหน้าสุดท้าย...
ไม่น่าเชื่อเพื่อนของฉันคนนี้เขียนมาจนหมดทุกหน้า...
ไม่บ่อยครั้งนักที่ฉันจะได้เห็นผู้ชายมานั่งเขียนอะไรมากมายอย่างนี้...และในหน้าสุดท้ายฉันก็ได้พบรูปของตัวเองที่ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นที่คั่นหนังสือ..กับข้อความหลังภาพที่ว่า .. "หากเธอมองฉันผ่านมิตรภาพของความเป็นเพื่อน ฉันก็คงเป็นได้แค่เพียงเพื่อน" ฉันพลิกกลับมาที่หน้าแรก..และเริ่มตั้งต้นอ่านอย่างตั้งใจ..จากหนึ่งเป็น สอง สาม สี่ และตามลำดับเรื่อยมา ฉันได้พบชื่อตัวเองบ่อยครั้งใน Diary เล่มนี้เหมือนเป็นการเล่าสู่กันฟังของเพื่อนกับเพื่อน
เรื่องราวที่ฉันได้รับรู้จาก Diary หลายต่อหลายครั้งที่ทำเอาฉันนั่งน้ำตาซึม...ไม่น่าเชื่อนะผู้ชายแข็งๆกระด้างๆที่มักจะทำให้คนอื่นได้ยิ้มได้หัวเราะอยู่ตลอดเวลาจะเก็บเอาอะไรมาคิดได้มากมายอย่างนี้...ฉันอ่านมันหน้าแล้วหน้าเล่า
แล้วฉันก็พบว่า เพื่อนที่ฉันคิดว่าฉันรู้จักเขามากพอ..มาวันนี้ฉันกลับรู้สึกว่าฉันไม่ได้รู้จักในตัวตนของเขาเท่าไหร่เลย..ฉันสัมผัสเค้าได้แค่เพียงเปลือกนอกที่เค้าแสดงออกมาให้คนอื่นได้รับรู้เพียงแค่นั้น
มีบางแง่มุมที่ไม่เคยรู้..ฉันก็ได้รู้ บางเรื่องที่ฉันลืมไปอย่างไม่ได้ใส่ใจ..ก็กลับมาอยู่ในความทรงจำอีกครั้ง ฉันได้อ่าน Diary สีน้ำเงิน เล่มนี้ได้มากพอดู ถึงได้รู้ว่า..สาเหตุที่เธอกลับมาอยู่ที่เกาะ มาช่วยกิจการที่บ้าน.เพราะอาการป่วยของเธอนั่นเอง...
หมอบอกเธอว่าโรคมะเร็งที่เธอเป็นอยู่ จะทำให้เธอมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก..เธอไม่กล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับแม่ ซึ่งทำงานหนักมาทั้งชีวิต โดยที่ทั้งแม่และเธอไม่เคยได้รับการใส่ใจดูแลจากผู้เป็นพ่อเลย...เธอกลัวแม่ของเธอรับไม่ได้..เธอไม่เคยบอกใครถึงสิ่งที่เธอเป็นอยู่...ทางบ้านรับรู้เพียงว่าเธอสุขภาพไม่ดี...
ฉันนั่งนึกถึงแม่ของเธอที่เคยเจอะเจอเมื่อปีก่อน..ผู้หญิงที่ดูเข้มแข็ง..แกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ
แม่เธอบอกเสมอว่า ที่ท่านอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะเธอ..เธอเป็นกำลังใจในการต่อสู้และการดำเนินไปของชีวิต...
แม่เธอจะรับได้ไหม ถ้าวันหนึ่งรู้ว่า.กำลังใจของแม่กำลังจะจากไป...
ฉันรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เธอได้รับจากอาการข้างเคียงของโรคผ่านตัวหนังสือ
ใน Diary สีน้ำเงิน เธอเขียนไว้ว่า หลายต่อหลายครั้งที่เธอร้องไห้และคิดถึงเพื่อนอย่างฉัน ยิ่งช่วงท้ายๆของ Diary ฉันได้เห็นชื่อของฉันบ่อยครั้งขึ้น...บ่อยมากจนรู้สึกว่าเวลานั้นเธอคงอยากให้ฉันอยู่ใกล้ๆเธอจริงๆ
แต่เธอไม่เคยโกรธ ที่ฉันห่างหายมาอย่างนี้ เธอบอกว่าเธอรู้ข่าวคราวและความเป็นไปของฉันตลอดจากเพื่อนอีกคน
เธอรู้ว่าฉันเองก็มีเรื่องทุกข์ใจที่ต้องเผชิญอยู่เช่นกัน เธอจึงไม่เคยเรียกร้องจะให้ฉันไปอยู่ข้างเธอ ยามนี้ฉันอ่าน diary สีน้ำเงินเล่มนี้จนจบ..ข้อความท้ายๆของ Diary คล้ายจะเป็นการสั่งเสีย..เหมือนเธอรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับเธอ
แต่เธอกำลังต้องการเพื่อนสักคนในเวลานี้และคนๆนั้นก็คือฉัน..
หากเธอมองฉันผ่านมิตรภาพของความเป็นเพื่อน ฉันก็คงเป็นได้แค่เพียงเพื่อน
แล้วฉันก็พบข้อความนี้อีกครั้ง...มันเป็นข้อความสุดท้ายใน Diary สีน้ำเงิน เล่มนี้..ฉันอ่านมันจนจบ พร้อมกับปิดมันลงด้วยความรู้สึกผิด...
นานแค่ไหนแล้วที่ฉันทำเพื่อนคนหนึ่งหายไปกับกาลเวลา
นี่ฉันเป็นเพื่อนชนิดไหนกันนี่ ยามที่เธอต้องการฉัน ฉันกลับห่างหายมาอย่างนี้
ฉันขอโทษ..ขอโทษจริงๆและสัญญา..พรุ่งนี้ฉันจะกลับไปเป็นเพื่อนที่ดีที่ดีของเธอเหมือนก่อน
กลับไปอยู่ข้างๆเธอ..ยามที่เธอต้องการเพื่อนสักคน..แล้วพรุ่งนี้ฉันจะรีบไปหาเธอแต่เช้า..
กลับไปทำหน้าที่ของเพื่อนที่พึงทำให้เพื่อน..ฉันสัญญา... เธอคงกำลังรอฉันอยู่...
วันนี้ฉันมาพบเธอที่บ้าน..แต่สิ่งที่ฉันพบ..คือร่างของเธอที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า...พบแม่ของเธอที่กำลังร้องไห้อยู่แทบขาดใจ แม่โผเข้ากอดฉันเหมือนกำลังจะบอกว่าเธอไปแล้ว..เธอจากไปแล้ว...
ฉันมาช้า...มาช้าไปจริงๆ ฉันมาไม่ทันลมหายใจสุดท้ายของเธอด้วยซ้ำ..
แม่เล่าให้ฉันฟัง หลังจากงานศพของเธอผ่านไป..
แม่เล่าว่าเธอ มักจะพูดคุยเธอมักจะพูดคุยเรื่องราวของฉันให้แม่เธอได้รับรู้เสมอ..
เมื่อไหร่ที่เธอได้รับรู้ว่าฉันกำลังทุกข์ก็ดูเหมือนเธอกำลังทุกไปกับฉันด้วย
แม่เคยบอกให้เธอมาหาฉัน แต่เธอปฏิเสธ เพราะเธอไม่อยากให้ฉันเห็นเธอในสภาพก่อนที่เธอจะจากไป
เธอกลัวฉันจะเป็นห่วงเป็นกังวลไปกับเรื่องของเธอ แม่เธอบอกว่าเธอเป็นห่วงฉันมาก
แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต..เธอยังบอกกับแม่เธอว่า.. ถ้าฉันมาที่บ้านแสดงว่าฉันคงไม่ค่อยสบายใจ..รู้สึกแย่กับชีวิต..ฉันถึงพาตัวเองมาหาทะเล..มาหาเพื่อนอย่างเธอ...เธอฝากให้แม่ดูแลฉันแทนเธอด้วย..
น้ำตาของฉันยังคงอาบแก้ม..ขอบคุณ ขอบคุณสำหรับทุกๆความห่วงใยที่มีให้กันเสมอ กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ..
ทะเลหน้าบ้านเธอที่ฉันเคยบอกว่าเป็นทะเลที่สวยที่สุด..วันนี้มันดูเศร้าไปถนัดตา...
หลับให้สบายเถอะเพื่อน ฉันจะไม่มีวันลืมเพื่อนอย่างเธอไปได้เลย.. ฉันสัญญา ..
วันนี้ฉันนั่งสำรวจตัวเองอีกครั้งพร้อมกับถามตัวเองว่า .. ฉันทำใครหล่นหายไปกับกาลเวลาอีกไหม...แล้วถ้าฉันพบว่ามี..ฉันจะรีบกลับไปทวงถามให้เค้ากลับมาด้วยความรู้สึกดีๆ...และจะพยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาเค้าไว้กับฉันตลอดไป..
อ่านจบแล้ว..อย่านะ..อย่าแอบร้องไห้คนเดียว..
"อันเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา
เหมือนมีเกลือนิดหน่อยด้อยราคา ดีกว่าค่าน้ำเค็มเต็มทะเล"
ลองทบทวนดูว่าคุณลืมสิ่งใดไปบ้าง....ระหว่างมิตรภาพของคำว่า " เพื่อน "

ผู้ติดตาม