แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าดีๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าดีๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จอมโกหก

มีเด็กวัดอยู่สองคน โกหกชั้นหนึ่งไม่มีใครจับได้ วันหนึ่งทั้งสองคนได้ไปอาบน้ำที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง และได้ตกลงกันว่า ถ้าใครโกหกได้ดีกว่าจะมีรางวัลให้
คนหนึ่งกระโดดลงไปในแม่น้ำโดยได้อมเหรียญห้าบาทลงไปด้วยพอโผล่ขึ้นมาก็บอกแก่เพื่อนว่า
“เฮ้ย! ฉันดำน้ำลงไปเจอพญานาคกำลังเล่นไพ่กันอยู่ฉันยังขอเหรียญห้าบาทมาหนึ่งเหรียญเลย”
เพื่อนอีกคนหนึ่งรู้ว่าโกหกแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยโดดลงไปในน้ำด้วยความโมโห หัวเลยไปชนตอหัวแตกพอโผล่ขึ้นมาก็บอกแก่เพื่อนว่า
"เฮ้ย! ฉันโดดลงไปในน้ำโชคไม่ดีเลย ท่านพญานาคกำลังเล่นไพ่เสีย เลยตีหัวข้าแตก แล้วบอกว่าให้ฉันมาเอาเงินที่แกครึ่งหนึ่งไปซื้อยา"

หัวขโขย

เช้าวันที่อากาศสดใส เด็กหนุ่มคนหนึ่งขณะอาบน้ำในคลอง โดยถอดเสื้อผ้าไว้ที่ริมตลิ่ง ขณะที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่อย่างเพลิดเพลินนั้น ได้มีชายคนหนึ่งแอบเข้ามาขโมยกางเกง และเสื้อไปหมด เด็กหนุ่มคนนั้นมีความแค้นใจ และเสียใจยิ่งนัก และคิดจะเอากางเกง และเสื้อของตนคืนมาให้ได้
วันหนึ่งเห็นชายหัวขโมย ใส่เสื้อผ้าที่ขโมยมา เดินผ่านมา เด็กหนุ่มก็จำได้ จึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แสร้งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่ขอบสระนั้นขโมยเห็นเข้าจึงเข้ามาถามว่า พ่อหนุ่มมานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ทำไม?
เด็กหนุ่มตอบว่า "ฉันทำสร้อยคอตกน้ำจ้ะพี่ ทองคำหนักตั้ง 5 บาท กลับบ้านพ่อคงตีฉันตาย"
ขโมยถามว่า "ทำไมไม่ลงงมล่ะ"
"ฉันว่ายน้ำไม่เป็น" เด็กหนุ่มตอบ
ขโมยเห็นโอกาสจะตบตาเด็กเอาสร้อยคอมาได้เหนาะๆ เช่นนั้น จึงบอกแก่เด็กหนุ่มว่า "เอาละ ข้าสงสารเอ็งจะลงงมให้ เอ็งคอยอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน"
"ขอบคุณท่านมากทีเดียว นึกว่าช่วยเหลือฉันสักที ฉันจะไม่ลืมบุญคุณเลย"
ขโมยรีบถอดเสื้อผ้ากองไว้ที่ขอบสระ แล้วกระโจนลงน้ำโครมไม่รีรอ
ขณะที่กำลังดำอยู่ก้นสระนั้นเด็กหนุ่มได้ทีจึงรีบฉวย เสื้อ กางเกงของตัวกลับคืน แล้วหนีไป
(อย่างนี้เรียกว่า เกลือจิ้มเกลือ)

เด็กกำพร้าเรียนมนต์ตด

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีเด็กน้อยกำพร้าอยู่คนหนึ่ง ญาติพี่น้องไม่มีใครสนใจเขาจึงต้องเที่ยวเร่ร่อนขอทานตามหมู่บ้านต่างๆ พอได้กินไปวันๆ หลวงพ่อที่วัดแห่งหนึ่งสงสารจึงรับเลี้ยงไว้เป็นลูกศิษย์ในวัดในสมัยนั้นเด็กผู้ชายจะต้องออกจากบ้านไปหาเรียนวิชา แล้วแต่ใครต้องการเรียนอะไรหลวงพ่อก็สั่งท้าวกำพร้าให้ไปเรียนวิชาเช่นกัน โดยก่อนไปได้กำชับว่า"เรียนอะไรก็เรียนให้จบ และอยากเรียนอะไรก็ให้เลือกเรียนได้ตามใจชอบหลวงพ่อไม่ว่าอะไร"ณ สำนักเรียนที่มีอาจารย์เก่งทางวิชาอาคม เวทมนตร์ต่างๆ เปิดสอนให้กับผู้คนทั่วไปโดยเฉพาะคนหนุ่มๆนิยมไปเรียนกันมาก หลายคนเลือกเรียนวิชาตามใจชอบ แต่ท้าวกำพร้ากลับเลือกเรียนในวิชาที่ไม่มีใครเรียนกัน นั่นคือ "วิชามนต์ตด" เขาเพียรพยายามเรียนจนจบตามที่หลวงพ่อสั่งไว้ว่าเรียนอะไรก็เรียนให้จบข่าวการเรียนมนต์ตดได้ยินไปถึงหูของญาติพี่น้องของเขา ยิ่งเพิ่มความจงเกลียดจงชังมากขึ้น"เรียนอะไรไม่เรียนไปเรียนมนต์ตด ไม่ต้องเรียนมันก็ตดอยู่แล้ว ไปเรียนให้เสียเวลาทำไม"ญาติคนหนึ่งบ่น
อันตัวข้าพเจ้ามีนามกรว่า...ท้าวกำพร้าได้ศึกษาวิชา...มนตราว่าด้วยตด...ทั้งตดยาว...ตดสั้นตดไปข้างหน้า...ตดมาข้างหลัง...ตดลอยสูง...ตดลอยต่ำตดควบคุมเสียง...ตดเสียงสูง...เสียงต่ำ...ตดดัง...ตอค่อยตดไร้เสียง.....................................................................................................................................................ตดควบคุมกลิ่น...ทั้งกลิ่นหนา...กลิ่นบาง...ตดสร้างมิตร...เสน่ห์ยาแฝด...ตดใส่หญิง หญิงรัก...ตดใส่ชาย ชายหลง....ตดใส่ตุ๊ด ตุ๊ดเป็นลม...เอ้ยไม่ใช่...หลงคารม.................ตดกลิ่นทำลายมิตรภาพ...........ตดพิฆาตศัตรูพ่าย................................................เมื่อศึกษาจนแตกฉานคิดทำการณ์สิ่งใด ก็สำเร็จดังประสงค์
พอเรียนจบเขากลับมาหาหลวงพ่อและเล่าเรื่องราวการเรียนให้หลวงพ่อฟังหลวงพ่อไม่ว่าอะไรได้แต่ให้กำลังใจว่า "ใครจะว่าอะไรก็อย่าไปสนใจ วิชาอะไรทุกอย่างมันมีคุณทั้งนั้น ขอให้รักษาวิชาตดไว้ให้ดีบางทีเราอาจได้อาศัย"อยู่มาวันหนึ่งมีเรือสำเภาขนาดใหญ่ขนสัมภาระเพื่อไปจำหน่ายมากมายพอไปถึงหมู่บ้านนั้นเกิดไปติดหาดทรายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ จ้างคนทั้งหมู่บ้านลากเข็นก็ไม่ไป พอดีเท้ากำพร้าเดินไปพบเข้าจึงพูดออกไปว่า"เรือติดแค่นี้ ไม่ต้องทำอะไรมากเลย เพียงแค่ตดใส่เท่านั้นก็ออกได้แล้ว"นายสำเภาได้ยินดังนั้นก็โกรธแค้นมาก คิดว่าท้าวกำพร้าพูดสบประมาท"ข้าจ้างคนทั้งหมู่บ้านยังลากออกไม่ได้ เอ็งเก่งมาจากไหนจะมาตดใส่ให้สำเภาออกได้"พอพูดจบนายสำเภาก็สั่งลูกน้องให้จับตัวท้าวกำพร้าไว้ ฐานพูดจาดูหมิ่น"ช้าก่อนท่าน" ท้าวกำพร้าชิงพูดขึ้น "ข้ายังไม่ทันตดให้ดูเลย ทำไมท่านถึงคิดว่าทำไม่ได้ต้องพิสูจน์กันก่อนซิ ถ้าข้าตดแล้วสำเภาออกไปได้ ท่านจะยอมให้สินค้าทั้งหมดบนเรือแก่ข้าไหม""ตกลง ถ้าสำเภาเคลื่อนไปได้ ข้าจะยกสินค้าในสำเภาให้เอ็งหมด แต่ถ้าเคลื่อนไม่ได้เอ็งจะต้องถูกฆ่าตาย" นายสำเภาตกลงและต่อรองเมื่อตกลงดังนั้นแล้ว ท้าวกำพร้าจึงยกมือเหนือหัวแล้วอธิษฐานถึงครูบาอาจารย์เสร็จแล้วจึงเบ่งตดออกมาเสียงดัง "ป็าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาด"ทุกคนตกตะลึงแทบไม่เชื่อสายตาที่สำเภาได้ค่อยๆเคลื่อนออกจากหาดทรายนายสำเภาดีใจมาก จึงได้มอบสินค้าทุกอย่างที่มีบนเรือ ให้หนุ่มน้อยไปตามสัญญาจากนั้นท้าวกำพร้าก็มีฐานะร่ำรวย ไม่อดอยากอีกต่อไป
จบบริบูรณ์

พยานให้การ

เมื่อนายทุยแกจะไปให้การเป็นพยานที่ศาลนั้น แกได้ตระเตรียมคำพูดไปอย่างดี ด้วยเกรงจะถูกหาว่าเป็นพยานเท็จ พอเข้าสู่คอกพยาน ศาลก็ถามว่า
"ชื่ออะไร"
"อ้า..อ้า..เกล้าชื่อว่าอ้ายทุย"
ศาลถาม "อายุเท่าไหร่"
"ก็เกิดปีจอ..ก็ 42 ปีครับ" พยานตอบ
ศาลถาม "เป็นอะไรกับจำเลย"
พยาน "เป็นพยานจำเลยครับ"
ศาล "รู้แล้วว่าเป็นพยาน ต้องการรู้ว่า เป็นญาติโยมอะไรกันหรือเปล่า"
พยาน "เมื่อเขาบวช เขาเรียกผมว่าโยม จนกระทั่งสึกออกมาก็ยังเรียก โยม ตลอดมา"
ศาล "แล้วเป็นญาติกันหรือเปล่า"
พยาน "เอ..ญาติ หมายความว่าอย่างไรครับ"
ศาล "เป็นพี่น้องกันหรือเปล่า"
พยาน "เปล่าครับ"
ศาล "เออ เท่านั้นเอง ถามเกือบตาย"
พยาน "ครับผมก็ตอบเกือบตายเหมือนกัน"
ศาล "แล้วแกทำอะไรกินล่ะ"
พยาน "เมื่อเช้า ตำน้ำพริกจิ้มผักบุ้ง อร่อยไปเลยครับ กลางวันนี้ว่าจะ แกงปลาไหล"
ศาล "เปล่าๆ ศาลถามว่าแกนะมีอาชีพอะไร"
พยาน "อาชีพของผมที่เป็นล่ำเป็นสันจริงๆ ก็คือการประมงครับ
ศาล "เออ แกก็ดี มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐาน จับโป๊ะลงอวน ได้ของทะเลทีละมากๆ หละสิ"
พยาน "เปล่าครับ..ผมเที่ยวช้อนลูกน้ำขายให้ร้านตู้ปลา"
ศาลถึงกับหงานหลังผึ่งพิงพนักเก้าอี้!!

เหลือเชื่อ

มีผัวเมียคู่หนึ่ง เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ๆ พ่อแม่ก็ให้ไปปลูกกระท่อมอยู่กันที่ปลายนาเพื่อคอยดูแลข้าวปลาที่ทำไว้แล้ว และกำลังงาม เกรงว่าวัวควายนกหนูจะมากัดกินข้าวเสียหายผัวเมียทั้งสองก็มิได้ขัดข้องหรือรังเกียจเกี่ยงงอนแต่ประการใดเมื่อพ่อแม่ให้ไปก็ไป เมื่อไปถึงก็ช่วยกันปลูกกระท่อมด้วยไม้ไผ่และพยายามปลูกให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ เพราะไม่ต้องการให้น้ำท่วมผัวจึงไปตัดไม้ไผ่เอามาทำเสากระท่อม ตัดมามากมายก่ายกองเหลือประมาณปลูกกระท่อมจนเสร็จ กระท่อมนั้นนับว่าสูงมาก สูงที่สุดเลยทีเดียวครั้นเสร็จแล้วก็ขึ้นไปอยู่กัน นอนหลับสบายทั้งคืนจนรุ่งเช้าผัวตื่นขึ้นไม่เห็นเมียก็ตกใจ มองหาจนทั่วก็ไม่เห็นเมียผัวสงสัยคิดว่าเมียตกกระท่อม จึงก้มลงไปดูข้างล่างเห็นเมียตกกระท่อมร่างของเมียยังลอยอยู่ยังไม่ถึงพื้น ยังสูงอีกมากแล้วไม่รู้ว่าเมื่อไรจะตกถึงพื้นดิน

นึกว่าง่าย

คนไทยกับคนลาวเป็นเพื่อนกัน คนไทยมีเรืออยู่ลำหนึ่งวันหนึ่งเกิดน้ำท่วมคนลาวนั่งไปกับเรือของคนไทย โดยคนลาวนั่งอยู่หัวเรือคนไทยนั่งอยู่ท้ายเรือ และเป็นคนพายเรือไปเมื่อพายเรือไปได้สักพักหนึ่ง เรือก็รี่ตรงไปจะชนต้นไม้ คนลาวตกใจกลัวก็บอกว่า"ซ้ายหน่อยๆ" คนไทยก็พายงัดเล็กน้อย เรือก็ไม่ชนต้นไม้ พายรอดไปได้เมื่อพายต่อไปเรือก็รี่ตรงไปจะชนบ้าน คนลาวเห็นดังนั้นก็ตกใจ ร้องบอกว่า"ขวาหน่อยๆ" คนไทยก็พายงัดเล็กน้อย เรือก็รอดไปได้โดยไม่ชนบ้านเจ้าคนลาวเลยเกิดสงสัยจึงถามเจ้าคนไทยว่า "นี่เรือของแกทำด้วยอะไรนะถึงว่าง่ายอย่างนี้""ทำด้วยไม้ตะเคียนนะซิ" คนไทยตอบคนลาวเมื่อกลับถึงบ้านก็บอกกับเมียว่า "นี่น้องไม้ตะเคียนนี่ว่าง่ายจังพี่อยากจะขุดเรือจากไม้ตะเคียนสักลำ ที่ข้างบ้านเรามีไม้ตะเคียนอยู่ต้นหนึ่งเดี่ยวพี่จะโค่นมาขุดทำเรือนะ"เมียก็บอกว่า "มันจะทับบ้านพังนะพี่""ไม่ทับหรอก ไม้ตะเคียนมันว่าง่ายจะตาย" ฝ่ายผัวอธิบายสรรพคุณของต้นตะเคียนว่าแล้วคนลาวก็คว้าขวานไปฟันต้นตะเคียนทันที ฟันไปๆจวนจะขาดมันก็ค่อยๆเอนลงจะทับบ้าน คนลาวก็ยืนโบกมือร้องตะโกนไปว่า "ซ้ายหน่อยๆ"ต้นตะเคียนก็ล้มโครมลงทับหลังคาบ้านพังไปเรียบร้อย เจ้าคนลาวก็คิดบ่นในใจว่า"เอ๊ะ! ต้นตะเคียนบ้านเรานี่ มันทำไมถึงดื้อจัง ไม่เหมือนต้นตะเคียนของคนไทยเลย ว่าง่าย

คนขี้ลืม

มีชายคนหนึ่งเป็นคนขี้ลืม ขี้ลืมจริงๆ เรื่องอะไรจำได้ประเดี๋ยวเดียวแล้วก็ลืมหมดเขาจะทำอะไรไม่ได้เลย
วันหนึ่งชายขี้ลืมคนนี้ถือมีดเข้าไปในป่าเพื่อจะไปตัดต้นไม้ เดินทางไปได้สักพักหนึ่ง เกิดปวดอุจจาระ จึงเอามีดฟัดติดกับต้นไม้ไว้ แล้วก็หาที่หลบไปถ่ายอุจจาระ

พอถ่ายอุจจาระเสร็จก็เดินออกมา เห็นมีดเล่มหนึ่งอยู่ที่ต้นไม้ เขาลืมไปว่าเป็นมีดของตัวเอง
เขาดีใจมากจึงรีบวิ่งไปคว้ามีดมาถือไว้ แล้วจับมีดชูขึ้นพลางเต้นไปรอบๆแล้วพูดว่า “วันนี้โชคดีแต่เช้าเลยมีดของใครก็ไม่รู้ยังใหม่อยู่ ลับเอาไว้คมกริบทีเดียวเจ้าของมีดนี้แย่มาก ของดีๆ อย่างนี้มาลืมไว้ได้ อ้ายคนไม่รู้จักรักษาของ คนอย่างนี้ทำมาหากิน อะไรมีแต่จะล่มจม”
เผอิญเขาเดินไปเหยียบเอาอุจจาระที่ตนเองถ่ายไว้เมื่อครู่นี้เข้า ลืมว่าเป็นของตัวเองจึงตะโกนด่าขึ้นว่า
“อ้ายคนอุบาทว์ที่ไหนมาถ่ายไว้ได้ ที่ทั้งป่ากว้างใหญ่มาทำโสโครกเอาไว้ตรงนี้เอง อ้ายมนุษย์อัปรีย์”
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :ขึ้นชื่อว่าคนขี้ลืมแล้ว มักจะลืมได้ทุกอย่าง ฉะนั้นจงทำอะไรด้วยความมีสติเสมอ(จากนิทานพื้นบ้านชุด ขำขัน

ค่าของคน

ในกาลครั้งหนึ่งยังมียายแก่คนหนึ่ง สามีเสียชีวิต ส่วนลูกหลานก็แยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่นยายแก่ทำมาหากินอยู่ตัวคนเดียวด้วยความขยันขันแข็งมาตลอด แกเก็บเล็กผสมน้อย ใช้จ่ายอย่างกระเหม็ดกระแหม่ จึงสะสมเงินทองไว้ได้พอสมควร แกจึงไปซื้อไหเก่าใบหนึ่งมาใส่เงินนั้นไว้จะไปไหนก็จะอุ้มไหติดตัวไปด้วย และไม่เคยเปิดไหอวดใครเลยครั้นเมื่อยายอายุมากขึ้นๆ ทำงานอย่างเดิมไม่ไหว ลูก หลาน ซึ่งพากันคิดว่ายายแก่คงจะต้องมีทรัพย์สมบัติมาก จึงพากันมารับยายแก่ไปอยู่ด้วย ยายแก่ก็รู้เท่าทันแต่ก็ทำเฉยเสียช่วยลูกหลานทำงานสุดกำลัง เพื่อไม่ให้ลูกหลานดูถูกได้ว่าเสียข้าวสุกเปล่า หรือเกาะเขากินจนวันหนึ่งแกลงไปดายหญ้าทำสวนอยู่คนเดียว แดดก็จัด แกรู้สึกปวดหลังเป็นกำลังถึงกับล้มฟาดไปไม่รู้ตัว หมดสติอยู่กลางแดดเป็นเวลานานกว่าลูกหลานจะมาพบ และช่วยกันอุ้มเข้าบ้าน เมื่อแกฟื้นขึ้นมาปรากฏว่าแกเป็นอัมพาตพอจะพูดและเคลื่อนไหวได้บ้าง รักษาอยู่เป็นเวลานานก็ไม่ทุเลา แกใช้เงินที่แกสะสมไว้เป็นค่ารักษาจนหมด ลูกหลานทั้งหลายพากันเดาว่ายายแก่คงใช้เงินรักษาจนหมดตัวแล้ว จึงพากันตีตัวออกห่างในที่สุดเพื่อนบ้านแถวนั้นทนไม่ได้จึงผลัดกันมาดูแลยายแก่ แต่ทุกคนก็มีหน้าที่การงานต้องทำจะมาพยาบาลอยู่นานก็ไม่ได้ ยายแก่จึงต้องช่วยตัวเองซะส่วนมาก จะไปถ่ายอุจระก็ไม่ได้ ไหของแกเมื่อเงินทองหมดก็ยังว่างเปล่าอยู่ แกจึงถ่ายอุจระไว้ในไหนั้นทุกวัน แล้วก็ปิดฝาไว้เมื่อมีชาวบ้านมาเยี่ยม แกก็เริ่มคุยอวดชาวบ้านว่าความจริงเงินของแกก็ยังพอจะมีเหลือ"ฉันกันเงินของฉันไว้ส่วนหนึ่ง เอาไว้ตอนเข้าตาจน ไม่เชื่อลองโยกไหดูสิ"ชาวบ้านต่างก็ลองเอามือผลักไหดู ก็เชื่อว่ามีเงินอยู่ในนั้นแน่ พอกลับบ้านต่างคนก็ต่างไปเล่าต่อๆกัน"ยายแก่ แกยังมีเงินเหลืออยู่ไม่น้อยเลย ไหที่ใส่ไว้หนักอึ้งทีเดียว"ความนี้ในที่สุดก็ไปเข้าหูหลานๆของยายแก่ ด้วยความละโมบจึงพากันกลับมาคอยรับใช้ยายแก่อีกต่างคนก็ชิงกันเอาใจยายแก่ เพราะหวังจะครอบครองทั้งทองและเงินในไห ต่อมาไม่นานยายแก่ก็ถึงอายุขัย หลานๆก็จัดงานศพเสียงดงามเมื่อเสร็จจากงานศพแล้ว ลูกหลานทุกคนก็ต่างคิดบัญชีค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้แบ่งเงินในไหว่าใครได้ส่วนแบ่งมาก ใครได้น้อย พอคิดบัญชีเสร็จแล้วก็ยังทะเลาะกันจนยุติไม่ได้ เพราะต่างคนก็อยากจะได้มาก ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดก็ตกลงให้เปิดไหก่อนเพื่อจะนับเงินทอง แต่แล้วทุกคนก็ต้องผิดหวังเพราะพอเผยอฝาไหออก กลิ่นอุจระก็เหม็นคลุ้ง จนทุกคนผงะหงายลูกหลานทุกคนเสียรู้ยายแก่เสียแล้ว

ความรู้ท่วหัวเอาตัวไม่รอด

นักศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง ได้ว่าจ้างเรือแจวให้พาข้ามฟากในขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดูมืดครึ้ม และลมเริ่มพัดจนน้ำกระฉอกเป็นระลอก
เรือแจวได้แล่นไปอย่างช้าๆ เมื่อเรือเข้าสู่กระแสน้ำเชี่ยว คนแจวเรือจึงต้องตั้งอกตั้งใจแจวอย่างระมัดระวัง ฝ่ายนักศึกษากำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตำราเล่มใหญ่ ในที่สุดนักศึกษาก็ละสายตาจากตำราเงยหน้ามองมาที่คนแจวเรือ
"ลุงเคยอ่านตำราประวัติศาสตร์บ้างไหม?" นักศึกษาถามขึ้น
"ไม่เคยเลยครับ" คนแจวเรือจ้างตอบเบาๆ
"งั้นลุงก็พลาดโอกาสอย่างน่าเสียดาย ในหนังสือประวัติศาสตร์นะลุง เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอ่านมีเรื่องของกษัตริย์และราชินีในอดีต เรื่องของสงคราม การต่อสู้ ทำให้เรารู้ว่าคนในสมัยโบราณใช้ชีวิตกันอย่างไร แต่งกายแบบไหน ประวัติศาสตร์จะบอกให้ทราบถึงความเจริญของชนชาติต่างๆทำไมลุงไม่อ่านประวัติศาสตร์บ้างเล่า?"
"ผมไม่เคยเรียนหนังสือครับ" คนแจวเรือตอบ
คนแจวเรือก็แจวเรือต่อไป นักศึกษาก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อไป คงมีแต่เสียงใบแจวกระทบพื้นน้ำเท่านั้น
ผ่านไปสักครู่ นักศึกษาก็ถามคนแจวเรือขึ้นอีก "ภูมิศาสตร์เล่าลุง เคยอ่านบ้างไหม?"
"ไม่เคยเลยครับ"
"ภูมิศาสตร์ เป็นวิชาที่สอนให้เรารู้จักกับโลกและประเทศต่างๆ กระทั่งภูเขา แม่น้ำ ลม พายุ ฝนภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าศึกษามาก ลุงไม่รู้จักวิชานี้เลยรึ?"
"ไม่เคยเลยครับ" คนแจวเรือตอบ
นักศึกษาส่ายหน้า"ไม่รู้จักวิชานี้ ชีวิตลุงไม่มีค่าอะไรเลย"
"วิทยาศาสตร์ละลุง เคยอ่านบ้างรึเปล่า"
"ไม่เคยอีกแหละคุณ"
"ลุงเป็นคนยังไงกันหือ? วิทยาศาสตร์ช่วยอธิบายถึงเหตุและผลต่างๆ ความก้าวหน้าของมวลมนุษย์ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์โดยตรง นักวิทยาศาสตร์เป็นบุคคลที่สำคัญยิ่งในโลกปัจจุบัน แต่ทว่าลุงไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย ชีวิตของลุงช่างมีค่าน้อยเหลือเกิน"
นักศึกษาปิดตำราของเขา และนั่งเงียบไม่ยอมพูดจาอีก ขณะนั้นเมฆดำได้แผ่ขยายเต็มท้องฟ้าลมเริ่มพัดแรง ฟ้าแลบแปลบปลาบ พายุกำลังจะมา และเรือก็ยังเหลือระยะทางอีกไกลกว่าจะถึงฝั่ง
คนแจวเรือแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "ดูเมฆนั่นซิคุณ พายุคงจะมาในไม่ช้า คุณว่ายน้ำเป็นไหมครับ?"
นักศึกษาพูดอย่างตกใจกลัว"ว่ายน้ำ ผมว่ายไม่เป็นหรอกลุง"
บัดนี้คนแจวเรือเป็นฝ่ายเลิกคิ้วมองนักศึกษาอย่างแปลกใจบ้าง และพูดว่า
"อะไรกัน คุณว่ายน้ำไม่เป็น คุณรอบรู้ออกมากมาย ประวัติศาสตร์เอยภูมิศาสตร์เอย และวิชาวิทยาศาสตร์คุณก็ออกคล่อง แต่ทำไมไม่เรียนว่ายน้ำด้วยเล่า อีกประเดี๋ยวเถอะ คุณจะรู้ว่าชีวิตของคุณไม่มีค่าเลย"
พายุพัดจัดขึ้น เรือลำน้อยถูกคลื่นและลมพัดโยนขึ้นๆลงๆในไม่ช้าก็ถูกคลื่นและพายุกระหน่ำจนเรือพลิกคว่ำคนแจวเรือจ้างว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย แต่ทว่านักศึกษาผู้น่าสงสารจมหายไปใต้กระแสน้ำอันไหลเชี่ยวนั้น

ผู้ติดตาม